นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) เพื่อพัฒนาทักษะทางภาษาของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ ๑ ด้วยรูปแบบ “WAT MODEL”
ผู้พัฒนา นางวัฒนา ดาวเด้น
โรงเรียนโรงเรียนบ้านขามใหญ่
ที่มาและความสำคัญ(โดยสังเขป)
ทักษะทางภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย เป็นวัยเริ่มต้นแห่งชีวิตและการเรียนรู้ ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญต่อการพัฒนาประเทศในอนาคต เด็กในวัยนี้จะรับรู้และจดจำได้ดีมักสนใจสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัว ชอบซักถามและต้องการคำตอบจากผู้ใหญ่ แต่ความเข้าใจยังมีจำกัดเนื่องจากว่ายังไม่มีประสบการณ์มากพอและเด็กในวัยนี้ยัง ไม่เข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรม ยังคิดได้เพียงแง่มุมเดียว ไม่สามารถคิดย้อนกลับไปกลับมาเหมือนผู้ใหญ่ได้และเนื่องจากว่าเด็กในวัยนี้สามารถรับรู้และจดจำได้เร็ว ซึ่งภาษาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิต เพราะภาษาเป็นเครื่องมือติดต่อระหว่างมนุษย์ ถ้าขาดสิ่งสำคัญนี้แล้วมนุษย์คงไม่สามารถรวมกันเป็นสังคมได้ ภาษาเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและเสริมสร้างเอกบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย นอกจากนี้ภาษายังเป็นรากฐานที่สำคัญยิ่งสำหรับการพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กในการพัฒนาสติปัญญา ความคิดต่าง ๆ จะถ่ายทอดผ่านทางภาษา การที่เด็กได้ใช้ภาษาในการสื่อความหมายจะทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิด ได้รับรู้ถึงความคิด ความรู้สึกและความต้องการของเด็ก (นภเนตร ธรรมบวร. ๒๕๔๐ : ๑๑๖) ดังนั้น การปลูกฝังหรือพัฒนาความพร้อมในการใช้ภาษาสำหรับเด็กในระดับปฐมวัย ครูผู้สอนจึงควรตระหนักถึงความสำคัญ ทั้งนี้เนื่องจากว่ากระบวนการเรียนรู้ ทางภาษาของเด็กในวัยนี้ส่วนใหญ่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น การเลียนแบบ การเอาอย่างการเลียนแบบพฤติกรรมตอบสนอง การส่งเสริมความพร้อมในการใช้ภาษา โดยไม่ยึดพัฒนาการ การเรียนของเด็กเป็นสำคัญ อาจส่งผลให้เด็กเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดทักษะการใช้ภาษา เป็นคนขาดคุณธรรม เป็นคนที่ขาดการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จนกระทั่งในที่สุดก็ไม่สามารถที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้
ในความเป็นจริงเราต้องเข้าใจว่า เด็กๆ จำเป็นต้องได้รับความรู้สึกสำเร็จ และภูมิใจในการอ่านหรือเขียน ในขั้นแรกนี้การอ่านเขียน ยังไม่ควรเน้นเรื่องความถูกต้องหรือการสะกดคำ เด็กควรได้รับการกระตุ้นให้ลองอ่านและลองเขียนดูเมื่อเขาพร้อม ความบกพร่องในการอ่านและการเขียน เป็นเพียงพัฒนาการขั้นแรกๆเหมือนกับการหกล้มเมื่อหัดเดิน ครูต้องทุ่มเทเวลาอ่านให้เด็กฟังอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่อ่านนั้นควรมีหลากหลายชนิด ครอบคลุมตั้งแต่ บทคำคล้องจองที่เหมาะสมกับเด็ก พร้อมกับการตบมือเคลื่อนไหวร่างกายด้วยท่าทีต่างๆกระตุ้นให้สมองฝึกออกเสียงจัดจังหวะรวมทั้งสร้างความสามารถในการจดจำเป็นการพัฒนาวงจรการเรียนรู้ด้วยวิธีที่ไม่น่าเบื่อหน่าย เมื่อเด็กจำคำคล้องจองได้นั่นของสมองที่เหลือก็เพียงแต่ว่านำเอาเสียงที่อยู่ในหัวมาเปรียบเทียบกับเสียงที่ครูอ่าน และตัวหนังสือที่ครูชี้ กระบวนการนี้เท่ากับว่าสมองส่วนภาพกับสมองส่วนเสียงทำงานคู่กัน ช่วยให้การเรียนรู้เป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก วิธีนี้เป็นการเริ่มต้นของการเรียนรู้ภาษาและกระบวนการเรียนรู้ที่ดีที่สุดในการทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ รวมไปถึงเด็กเรียนรู้ภาษาจากบทร้องเล่น นิทาน ตำนาน และเรื่องราวง่ายๆ ครูและผู้ปกครองเป็นแบบอย่างด้านภาษาสำหรับเด็ก เมื่อเด็กสนใจอ่านและเขียนแล้วการสอนหลักภาษาจึงตามมาที่หลัง (พรพิไล,นายแพทย์อัครภูมิ. 2558:17)
กิจกรรมพัฒนาภาษาหลังการอ่านที่คุณครูสามารถทำได้ เช่น ทำบัตรภาพตัวละครตามท้องเรื่อง เพื่อเป็นเกมจิ๊กซอว์ หรือทำหุ่นเพื่อประกอบการเล่านิทาน จัดกิจกรรมให้เด็กๆ แสดงละครตามที่ได้ฟัง ให้เด็กๆจับคู่กันดูหนังสือเล่มที่ชอบบทหรือทำกิจกรรมตามล่าหาคำศัพท์ เช่น หาคำที่ขึ้นต้นด้วย ก ไก่ ในหนังสือที่ครูอ่านให้ฟัง เพื่อให้เด็กเกิดความสนใจคำบางคำเป็นพิเศษ (พรพิไล,นายแพทย์อัครภูมิ. 2558:93) พัฒนาภาษาผ่านการเล่นละคร คือนำเด็กเข้าสู่การจำลองสถานการณ์ที่คล้ายจริงการเล่นละครเป็นช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ และเปิดโอกาสให้เด็กได้สำรวจตรวจสอบความคิดของตัวเองอย่างจริงจังโดยเด็กไม่รู้ตัว การเล่นละครไม่จำเป็นต้องเป็นบนเวที ที่มุมห้อง หรือหน้าห้อง อย่างเดียว เด็กๆ อาจเล่นละครฉากเล็กๆ ที่มุมเล่นบล็อก หรือมุมอื่นๆ ก็ได้ อย่างเช่น ขณะเล่นต่อบล็อก เด็กบางคนอาจเล่นเป็นคนขับรถ ขับรถขึ้นสะพานอย่างเร็วจี้ บางคนเป็นช่างซ่อมรถ บางคนเล่นเป็นสถาปนิกกำลังออกแบบตึก เป็นต้น บทสนทนาที่เด็กพูดขณะ "สวมบท" เป็นคนอื่นนั้น น่าสนใจมาก เพราะมันจะสะท้อนว่า เด็กสื่อสารอย่างไร และเด็ก "คิด" อะไรเกี่ยวกับ "การเป็น"คนคนนั้น ประเด็นของการเล่นละครอยู่ที่ว่า ขณะ "เล่นละคร" เด็กสามารถทำได้อย่างเต็มที่ ไม่มีแรงกดดัน และไม่ต้องกลัวผิด (พรพิไล,นายแพทย์อัครภูมิ. 2558:99) เมื่ออักษรในภาษาไทยทั้ง 44 ตัวปรากฏขึ้นมาบนกระดาน ดูแล้วเป็นเรื่องยากที่นักเรียนจะจำได้ และไม่ใช่สิ่งที่น่าสนใจ การจะทำให้สมองรับรู้และจดจำตัวอักษรได้คือการเชื่อมโยงตัวอักษรเข้ากับสัตว์เช่น ต เข้ากับ เต่า หรือ ป เข้ากับปลา ง เข้ากับ งู ทำให้สมองจดจำตัวอักษรแต่ละตัวได้อย่างรวดเร็ว เป็นวิธีที่ทำให้ข้อมูลที่กำลังเรียนรู้นั้นมีความชัดเจนและแล้วก็โดดเด่น
จากที่กล่าวมาการจัดกิจกรรมทางภาษา หมายถึง การจัดการเรียน การสอน เพื่อพัฒนาให้เด็กเกิดการเรียนรู้มีการพัฒนาความพร้อมทางสติปัญญาด้านภาษา ซึ่งการจัดกิจกรรมเน้นเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ได้ลงมือปฏิบัติเปล่งเสียงพร้อมกับการเคลื่อนไหวมือ เป็นการกระตุ้นสมองใหญ่และสมองน้อยพร้อมพร้อมกันสมองใหญ่ทำหน้าที่ในการจดจำคำคล้องจองในขณะที่สมองน้อยควบคุมการปรับสมดุลของท่าทางเท่ากับว่าในขณะที่ท่องคำคล้องจองและทำท่าทางไปพร้อมกันนี้ส่งเสริมวงการภาษาและวงจรเคลื่อนไหวพร้อมกัน นอกจากนั้นเด็กยังได้ สำรวจ ค้นคว้า ตามความสนใจ และความถนัดของผู้เรียนและส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น สามารถวิเคราะห์ประสบการณ์การเรียนรู้ และสนทนาเพื่อให้สื่อสาร สรุปและสร้างความรู้ใหม่ด้วยตนเองและสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีความหมาย
ผลลัพธ์ต่อนักเรียน • พัฒนาทักษะทางภาษาอย่างสมดุล: เด็กได้ฝึกฟัง พูด อ่าน และเขียน ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ทำให้ใช้ภาษาได้อย่างมั่นใจ • ส่งเสริมทักษะการคิดและการสื่อสาร: ผ่านการพูดคุย สะท้อนความคิด และตั้งคำถาม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 • เรียนรู้อย่างสนุก มีความสุข: กิจกรรมเชิงรุกช่วยให้เด็กมีส่วนร่วมตลอดเวลา ไม่เบื่อหน่าย และรักการเรียนรู้ • พัฒนาความกล้าแสดงออกและความมั่นใจในตนเอง: เพราะมีพื้นที่ให้เด็กแสดงความคิดและลงมือทำด้วยตนเอง
ผลลัพธ์ต่อครู : • พัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้เชิงรุก: ครูมีโอกาสเรียนรู้และใช้เทคนิคใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับพัฒนาการของเด็ก • ส่งเสริมบทบาทการเป็น “ผู้ออกแบบการเรียนรู้” มากกว่าผู้สอน: ครูสามารถออกแบบกิจกรรมที่กระตุ้นศักยภาพของเด็กได้ดียิ่งขึ้น • เกิดแรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง: เมื่อเห็นผลลัพธ์จากการใช้ WAT Model ครูจะมีความภาคภูมิใจและกระตือรือร้นในการสอน • มีเครื่องมือในการประเมินและสะท้อนผลการเรียนรู้ที่ชัดเจน: เช่น การสังเกตพฤติกรรม การสะท้อนความคิดของเด็ก ฯลฯ
ผลลัพธ์ต่อโรงเรียน : • ยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้: โรงเรียนสามารถใช้ WAT Model เป็นแนวทางพัฒนาแนวการสอนระดับปฐมวัยได้อย่างเป็นระบบ • สร้างภาพลักษณ์ของโรงเรียนที่ทันสมัยและใส่ใจผู้เรียน: ส่งผลให้โรงเรียนเป็นที่ยอมรับของผู้ปกครองและชุมชน • เป็นต้นแบบด้านนวัตกรรมการศึกษา: สามารถเผยแพร่และต่อยอดไปยังชั้นเรียนหรือระดับการศึกษาที่เกี่ยวข้องได้ • ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ในองค์กร: ครูและบุคลากรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาร่วมกัน
ผลลัพธ์ต่อชุมชน : • สร้างความร่วมมือระหว่างบ้าน โรงเรียน และชุมชน: ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้ เช่น อ่านนิทานกับลูก สังเกตพัฒนาการของลูก • กระตุ้นความตระหนักถึงความสำคัญของภาษาและการศึกษา: ชุมชนมองเห็นความสำคัญของการพัฒนาเด็กตั้งแต่ปฐมวัย • สร้างเด็กที่มีศักยภาพกลับสู่ชุมชน: เด็กที่มีทักษะการสื่อสารและการคิดวิเคราะห์จะเป็นกำลังสำคัญในอนาคต • เป็นแบบอย่างในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต: เมื่อชุมชนเห็นเด็กเรียนรู้อย่างมีความสุข ก็สามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาครอบครัวและท้องถิ่นได้
ประเภทของนวัตกรรม : นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้
[ดาวน์โหลดรูปเล่มนวัตกรรม]