ระบบสารสนเทศโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1



การพัฒนามโนทัศน์ที่คาดเคลื่อนทางวิทยาศาสตร์ เรื่อง ลมบก ลมทะเล และลมมรสุม รายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยการใช้การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้นตอนร่วมกับการใช้แบบจำลองเป็นฐานของนักเรียนชั้นประถมศ
ผู้พัฒนา นางสาวกนกนาถ โชคชัยตระกูล
โรงเรียนโรงเรียนบ้านหนองหล่มหนองเหล่า

ที่มาและความสำคัญ(โดยสังเขป)
           มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อน(Misconception) เป็นความรู้ความเข้าใจที่ได้จากประสบการณ์ส่วนตัวของแต่ละบุคคลซึ่งไม่สอดคล้องกับมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ (Halloun & Hestenes, 1985) สามารถปรับให้เกิดความถูกต้องได้ยาก และเมื่อเกิดมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางวิทยาศาสตร์แล้วจะคงอยู่กับผู้เรียนเป็นเวลานาน ซึ่งหากไม่ทำการแก้ไข มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางวิทยาศาสตร์ก็จะส่งผลต่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ทำให้ผู้เรียนเกิดการยอมรับมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ในระดับมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ที่สูงขึ้นลดลง (Treagust & Duit, 2008) ดังนั้นการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่ได้ผลจะต้องมุ่งมุ่นให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจและมีมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง ถ้าผู้เรียนมีมโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางวิทยาศาสตร์ในเรื่องใด ผู้สอนจะต้องวิเคราะห์มโนทัศน์ที่คลาดเคลื่อนทางวิทยาศาสตร์นั้นและเสนอมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องให้แก่ผู้เรียน คนที่เรียนวิทยาศาสตร์ควรมีการสร้างความรู้ได้ด้วยตนเองเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติซึ่งจะสามารถแสดงว่าผู้เรียนเกิดมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง หรือมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ที่คลาดเคลื่อน ขึ้นอยู่กับความรู้และประสบการณ์เดิมของผู้เรียน เนื่องจากความรู้เดิมเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเรียนรู้เรื่องใหม่ (พัชรี โพชนา, 2559) ดังนั้นการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ควรเน้นให้ผู้เรียนมีความเข้าใจมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง เพราะนักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับประสบการณ์เดิมเข้าได้จะก่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถนำไปพัฒนาให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ การใช้การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) และการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบจำลองเป็นฐาน (Model-based learning: MBL) จะช่วยให้นักเรียนได้นำเสนอความคิดของตนแสดงออกในสิ่งที่เป็นรูปธรรมสามารถทำให้มองเห็นความคิด โดยภรทิพย์ สุภัทรชัยวงศ์ (2558) พบว่า การนำแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ไปสู่การสร้างแบบจำลองทางวิทยาศาสตร์ในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อนำเสนอแนวคิดร่วมกัน โดยการอภิปรายร่วมกัน และมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้น เพื่อให้ได้รับความรู้จากการเข้าใจสิ่งใหม่ๆ และ เป็นการเรียนรู้ของนักเรียนจากการสร้างแบบจำลองทางความคิดเกี่ยวกับทิศทางของลมซึ่งเป็นสสารที่มองไม่เห็นให้ออกมาเป็นรูปธรรม คำพูด สัญลักษณ์ ภาพ และลักษณะต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนอธิบายและมองเห็นปรากฎการณ์ในธรรมชาติ มีความรู้นำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้และอนุรักษ์สภาพแวดล้อมบริเวณแหล่งน้ำ ซึ่งแบบจำลองมีอยู่ด้วยการหลายหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นแบบจำลองที่มีลักษณะเป็นข้อความ หรือภาพ 2 มิติ แต่พบว่าแบบจำลอง 3 มิตินั้นมีความสมจริงเหมาะต่อการสอนปรากฏการณ์ต่างๆ ที่ยากต่อการเข้าใจของนักเรียน เพื่อช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีความเข้าใจมโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ทางวิทยาศาสตร์
ผลลัพธ์ต่อนักเรียน นักเรียนได้รับการพัฒนามโนทัศน์ที่คาดเคลื่อนทางวิทยาศาสตร์ ได้รับการพัฒนาการคิดอย่างสร้างสรรค์และคิดเชิงนวัตกรรม มีการทำงานเป็นทีม และนำความรู้ไปปรับใช้ในวิถีชีวิตและการอนุรักษ์สภาพแวดล้อม และมีทักษะทางวิทยาศาสตร์
ผลลัพธ์ต่อครู : พัฒนาการออกแบบและกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์ต่อโรงเรียน : โรงเรียนมีนวัตกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
ผลลัพธ์ต่อชุมชน : ชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนานวัตกรรม ให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชน
ประเภทของนวัตกรรม : นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้
[ดาวน์โหลดรูปเล่มนวัตกรรม]





นวัตกรรมการศึกษาน่าสนใจ






พื้นที่นวัตกรรมฯ สพป.อบ. 1
เข้าสู่ระบบ
ข้อมูลโรงเรียน
การร่วมกิจกรรม
แลกเปลี่ยนเรียนรู้
ความเคลื่อนไหว
นวัตกรรม
หน้าแรก