ระบบสารสนเทศโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1



การพัฒนาการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยใช้การเรียนรู้รูปแบบ THICHA MODEL ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
ผู้พัฒนา นางสาวอธิชา กลิ่นขวัญ
โรงเรียนโรงเรียนบ้านวังอ้อ(ยอดสังข์วิทยา)

ที่มาและความสำคัญ(โดยสังเขป)
           ในยุคปัจจุบัน การสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมไม่สามารถจำกัดอยู่แค่การท่องจำข้อมูลหรือการเรียนรู้เชิงทฤษฎีเท่านั้น เพราะในสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การศึกษาในวิชาดังกล่าวต้องช่วยให้นักเรียนมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งเกี่ยวกับโลกใบนี้ การเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม และศาสนา พร้อมทั้งสามารถประยุกต์ใช้ความรู้เหล่านั้นในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ จึงต้องให้ความสำคัญกับกระบวนการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายผ่านการลงมือทำจริง การฝึกคิด ฝึกสะท้อน และการฝึกทักษะที่จำเป็นในการเผชิญกับความท้าทายในชีวิตประจำวัน การสอนในปัจจุบันจึงต้องก้าวข้ามการเรียนการสอนแบบเดิมที่เน้นการท่องจำไปสู่การเรียนรู้ที่มีความหมาย โดยเน้นการเรียนรู้ที่มีการลงมือทำและการสะท้อนผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ รู้จักการตัดสินใจ และสามารถนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้เช่นนี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนาในทุกมิติของนักเรียน ทั้งด้านทักษะทางวิชาการและทักษะชีวิตที่จำเป็นต่อการเติบโตในสังคม ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการพัฒนา THICHA Model ซึ่งเป็นโมเดลการเรียนรู้ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่เน้นการมีส่วนร่วมและการลงมือทำของนักเรียนในทุกขั้นตอนของการเรียนรู้ โมเดลนี้ประกอบไปด้วย 6 ขั้นตอนที่ออกแบบมาให้สอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ของนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนต้น และเหมาะสมกับบริบทของโรงเรียนขนาดเล็กที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างครูและนักเรียน การใช้ THICHA Model จะช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการที่เน้นการปฏิบัติจริง การฝึกฝนการคิด วิเคราะห์ และการสะท้อนความรู้ที่ได้รับเพื่อให้เข้าใจเนื้อหาอย่างลึกซึ้ง และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้เช่นนี้จะช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้นักเรียนในการตัดสินใจ การแก้ปัญหา และการปรับตัวในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน โมเดลนี้ยังเน้นการสร้างความรู้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับโรงเรียนขนาดเล็ก โดยให้ครูมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาผ่านการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เป็นส่วนตัวและใกล้ชิด นอกจากนี้ ครูยังสามารถใช้วิธีการที่สร้างสรรค์และเหมาะสมกับความต้องการของนักเรียนในแต่ละบุคคลได้ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่มีความหมายและช่วยพัฒนาทักษะทางสังคมที่สำคัญสำหรับนักเรียนในการเป็นพลเมืองที่ดีในสังคม การนำ THICHA Model มาใช้ในการสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จึงไม่เพียงแต่ช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้เนื้อหาวิชาการที่สำคัญเท่านั้น แต่ยังช่วยพัฒนาทักษะชีวิตที่จำเป็นในการเป็นพลเมืองที่มีคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการดำเนินชีวิตอย่างมีความสุขและประสบความสำเร็จในสังคม โดยสามารถนำความรู้ไปใช้แก้ปัญหาทางสังคมและเสริมสร้างความยั่งยืนในชีวิตได้
ผลลัพธ์ต่อนักเรียนผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจในวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมดีขึ้น สามารถอธิบายเนื้อหาและยกตัวอย่างได้ถูกต้อง มีความกล้าแสดงความคิดเห็น ตั้งคำถาม และร่วมกิจกรรมมากขึ้น อีกทั้งสามารถเชื่อมโยงความรู้กับชีวิตประจำวันและนำหลักคุณธรรมไปปฏิบัติจริง ส่งผลให้มีความรับผิดชอบ มีวินัย และมีพฤติกรรมที่เหมาะสมมากขึ้น
ผลลัพธ์ต่อครู : - ครูมีนวัตกรรมการพัฒนาการเรียนรู้วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยใช้การเรียนรู้รูปแบบ THICHA MODEL ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 - ทำให้ครูมีเครือข่ายที่หลากหลาย ในการร่วมกันพัฒนาวิชาชีพ แบ่งปันประสบการณ์ และแนวปฏิบัติที่ดีให้แก่กันและกัน
ผลลัพธ์ต่อโรงเรียน : - โรงเรียนมี นวัตกรรมทางการศึกษา ที่เป็นจุดเด่น นำไปสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในโรงเรียนและระหว่างโรงเรียน - นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ดีขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อ คะแนนเฉลี่ยระดับชั้นและภาพรวมของโรงเรียน ทำให้โรงเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการที่สูงขึ้น เป็นจุดแข็งด้านการจัดการเรียนรู้ - ครูท่านอื่นได้รับแรงบันดาลใจและถอดบทเรียนจากนวัตกรรมนี้ ไปใช้หรือปรับใช้ในการจัดการเรียนการสอน ทำให้โรงเรียนมีวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ และการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง
ผลลัพธ์ต่อชุมชน : - เกิดความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับชุมชนมากขึ้น โดยโรงเรียนได้นำแนวคิดนวัตกรรม ไปใช้ในกิจกรรมชุมชน เช่น การจัดกิจกรรมวันสำคัญทางศาสนา วัฒนธรรม และท้องถิ่นที่เน้นการสื่อสารและการทำงานร่วมกันระหว่างนักเรียน ครู และผู้นำชุมชน ส่งผลให้ชุมชนเกิดความรู้สึกร่วมและเข้ามามีบทบาทในการจัดการเรียนรู้มากขึ้น - เสริมสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับครอบครัว เมื่อนักเรียนมีโอกาสแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ และฝึกการสื่อสารผ่านกิจกรรมที่สนุกสนาน เช่น การแสดงบทบาทสมมติ การสร้างชิ้นงาน หรือการอภิปราย ผู้ปกครองมีส่วนร่วมโดยให้คำปรึกษา ฝึกซ้อม หรือร่วมทำกิจกรรมกับบุตรหลาน ซึ่งช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว และส่งเสริมการเรียนรู้ในบ้าน - ชุมชนเกิดความภาคภูมิใจในโรงเรียนท้องถิ่นของตน เมื่อนักเรียนสามารถแสดงออกถึงศักยภาพด้านการคิดวิเคราะห์ การสร้างสรรค์ และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดี ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ชุมชนจึงเกิดความเชื่อมั่นในคุณภาพของโรงเรียน และพร้อมให้การสนับสนุนมากขึ้น ทั้งด้านทรัพยากร แรงงานจิตอาสา และความร่วมมือในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
ประเภทของนวัตกรรม : นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้
[ดาวน์โหลดรูปเล่มนวัตกรรม]





นวัตกรรมการศึกษาน่าสนใจ






พื้นที่นวัตกรรมฯ สพป.อบ. 1
เข้าสู่ระบบ
ข้อมูลโรงเรียน
การร่วมกิจกรรม
แลกเปลี่ยนเรียนรู้
ความเคลื่อนไหว
นวัตกรรม
หน้าแรก