ระบบสารสนเทศโรงเรียนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1



การพัฒนาการจัดการเรียนรู้ แบบ Active Learning โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E เพื่อส่งเสริมทักษะด้านนาฏศิลป์ไทย เรื่อง ภาษาท่า โดยใช้ AI ในการสร้างสื่อของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนบ้านดอนแดง
ผู้พัฒนา นางบรรจงรักษ์ จันราศี
โรงเรียนโรงเรียนบ้านดอนแดง

ที่มาและความสำคัญ(โดยสังเขป)
           Active Learning หรือการเรียนรู้เชิงรุก เป็นการจัดการเรียนรู้ที่สามารถตอบสนองต่อการจัดการ เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจำเป็นที่จะต้องลดบทบาทของผู้สอน แต่เพิ่มบทบาทของผู้เรียนให้มากยิ่งขึ้น เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือทำและได้คิดในสิ่งที่ทำลงไปเพื่อเป็นการสร้างประสบการณ์ ตรงให้เกิดขึ้น แก่ผู้เรียน โดยผู้เรียนจะมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและครูด้วยการลงมือทำกิจกรรมร่วมกันทั้งใน ชั้นเรียนและนอกชั้นเรียนจากนั้นก็สร้างองค์ความรู้ขึ้นจากสิ่งที่ได้ลงมือทำนั้นผ่านการฟัง การพูด การอ่าน การเขียน การอภิปรายและการสะท้อนคิดเพื่อสร้างความหมายกับสิ่งที่ได้เรียนรู้ กิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชานาฎศิลป์ ที่โดนกระแสนิยมและการเปลี่ยนแปลงของยุค สมัย ส่งผลให้ความสำคัญและเนื้อหาของรายวิชาถูกลดบทบาทลงไป ผู้เสนอผลงานจึงมีแนวคิดในการ ออกแบบนวัตกรรม พัฒนาสื่อและการจัดการเรียนรู้ Active Learning เพื่อส่งเสริมทักษะด้านนาฏศิลป์ ไทย จึงใช้การจัดการเรียนรู้เชิงรุกหรือ Active Learning เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจเนื้อหาและเข้าร่วม กิจกรรมดังกล่าว เพราะรูปแบบการเรียนรู้แบบ Active Learning เป็นวิธีการ จัดการเรียนรู้ที่มีแนวทางที่ สามารถตอบโจทย์ของการจัดการศึกษาเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงในการก้าว เข้าสู่ยุคศตวรรษที่ 21 ได้เป็นอย่างดีดังนั้นจึงขอนำเสนอประเด็นที่น่าสนใจของแนวทางการจัดการ เรียนรู้แบบ Active Learning ในประเด็นต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการนำไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่าง มีประสิทธิภาพได้ต่อไป
ผลลัพธ์ต่อนักเรียน1. ด้านทักษะและการแสดงออก (Skill) • ผู้เรียนสามารถถ่ายทอด อารมณ์และความรู้สึก ผ่านร่างกายแทนคำพูดได้อย่างชัดเจน • ช่วยพัฒนา บุคลิกภาพ ให้ดูสง่างาม และมีการเคลื่อนไหวที่คล่องแคล่ว • เสริมสร้างความเข้าใจในการสื่อสารแบบ อวัจนภาษา (การใช้ท่าทางสื่อความหมาย) ๘ 2. ด้านสติปัญญาและความคิด (Cognitive) • ผู้เรียนเกิดความเข้าใจใน ความหมายของท่าทาง ที่ใช้ในการแสดงนาฏศิลป์ • ช่วยพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ ในการประยุกต์ใช้ท่าทางเพื่อการสื่อสารรูปแบบใหม่ • จดจำและแยกแยะประเภทของภาษาท่า เช่น ท่าแทนคำพูด หรือท่าแสดงอารมณ์ได้ 3. ด้านจิตใจและสังคม (Affective) • สร้างความภาคภูมิใจและร่วมสืบสาน เอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ไทย • ช่วยให้ผู้เรียนมี สมาธิ และความอดทนจากการฝึกปฏิบัติท่าทางที่ละเอียดอ่อน • เพิ่มความมั่นใจในการกล้าแสดงออกต่อหน้าสาธารณชน
ผลลัพธ์ต่อครู : 1. พัฒนาทักษะการสื่อสาร • ครูได้ฝึกฝนทักษะการถ่ายทอดเนื้อหาที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรมผ่านการแสดงออกทางร่างกาย • ช่วยให้ครูมีความเชี่ยวชาญในการใช้บุคลิกภาพและท่าทางเพื่อดึงดูดความสนใจของนักเรียน 2. เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้ • ครูสามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติ (Active Learning) ได้หลากหลายรูปแบบ • ช่วยให้ครูมีชุดเครื่องมือในการวัดและประเมินผลที่ชัดเจนจากการสังเกตพฤติกรรมการรำของเด็ก 3. ยกระดับความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพ • ครูได้ทบทวนและแม่นยำในหลักการนาฏศิลป์พื้นฐาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสอนศิลปะไทย • สร้างโอกาสในการสร้างสรรค์ผลงานหรือนวัตกรรมการสอนใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับท่ารำสื่อความหมาย 4. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในชั้นเรียน • การสอนท่าทางช่วยทลายกำแพงระหว่างครูและนักเรียนผ่านการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่วมกัน • ช่วยให้ครูเข้าใจศักยภาพและความแตกต่างรายบุคคลของนักเรียนได้ชัดเจนขึ้นผ่านการลงมือทำ 5. สืบสานและอนุรักษ์วัฒนธรรม • ครูเกิดความภาคภูมิใจในหน้าที่ผู้ถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมให้คงอยู่คนรุ่นหลัง • ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ความเป็นผู้นำทางวัฒนธรรมในสถานศึกษา
ผลลัพธ์ต่อโรงเรียน : 1. ด้านวิชาการและหลักสูตร • ยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน ช่วยให้วิชานาฏศิลป์มีความน่าสนใจและเป็นรูปธรรมมากขึ้น • บูรณาการความรู้ได้หลากหลาย สามารถนำไปเชื่อมโยงกับวิชาภาษาไทย สังคมศึกษา หรือประวัติศาสตร์ได้ • บรรลุตัวชี้วัดตามหลักสูตร ช่วยให้นักเรียนมีทักษะตามเกณฑ์ที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด 2. ด้านการสืบสานวัฒนธรรม • สร้างเอกลักษณ์ให้สถานศึกษา โรงเรียนกลายเป็นแหล่งบ่มเพาะศิลปวัฒนธรรมไทยที่เข้มแข็ง ๙ • อนุรักษ์ภูมิปัญญาไทย ช่วยรักษามาตรฐานการร่ายรำที่ถูกต้องไม่ให้สูญหายไปตามกาลเวลา • สร้างความภาคภูมิใจในชุมชน โรงเรียนสามารถนำการแสดงของนักเรียนไปร่วมงานสำคัญในท้องถิ่นได้ 3. ด้านการพัฒนาผู้เรียน (ภาพรวมโรงเรียน) • ระเบียบวินัยและบุคลิกภาพ นักเรียนในภาพรวมมีบุคลิกภาพที่ดี หลังตรง และมีกิริยามารยาทที่เรียบร้อย • ลดปัญหาความขัดแย้ง การฝึกนาฏศิลป์ช่วยกล่อมเกลาจิตใจให้นักเรียนมีสมาธิและใจเย็นลง • สร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน ส่งเสริมให้นักเรียนออกไปประกวดหรือแสดงในระดับที่สูงขึ้น
ผลลัพธ์ต่อชุมชน : 1. การอนุรักษ์อัตลักษณ์ท้องถิ่น • ช่วยสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชนให้คงอยู่ไม่สูญหายตามกาลเวลา • ทำให้คนในชุมชนเกิดความภาคภูมิใจในรากเหง้าและประวัติศาสตร์ของตนเอง 2. การสร้างความสามัคคีในสังคม • กิจกรรมการแสดงนาฏศิลป์เป็นสื่อกลางที่รวมกลุ่มคนในชุมชนให้มาทำกิจกรรมร่วมกัน • สร้างพื้นที่ในการสื่อสารและปฏิสัมพันธ์กันระหว่างคนต่างวัยในท้องถิ่น 3. การส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ • พัฒนาเป็นการแสดงทางวัฒนธรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเยี่ยมชมชุมชน • สร้างรายได้เสริมให้แก่คนในพื้นที่ผ่านการจัดแสดงหรือการสาธิตทางศิลปะ 4. การถ่ายทอดภูมิปัญญาจากรุ่นสู่รุ่น • เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้สูงอายุในชุมชนและเยาวชนรุ่นใหม่ • สร้างเครือข่ายคนรักศิลปวัฒนธรรมที่เข้มแข็งภายในระดับหมู่บ้านหรือท้องถิ่น
ประเภทของนวัตกรรม : นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้
[ดาวน์โหลดรูปเล่มนวัตกรรม]





นวัตกรรมการศึกษาน่าสนใจ






พื้นที่นวัตกรรมฯ สพป.อบ. 1
เข้าสู่ระบบ
ข้อมูลโรงเรียน
การร่วมกิจกรรม
แลกเปลี่ยนเรียนรู้
ความเคลื่อนไหว
นวัตกรรม
หน้าแรก