การพัฒนาสมรรถนะความสามารถในการคิด โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ในรายวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2568
ผู้พัฒนา นางสาวปิยะพร แสนสนิท
โรงเรียนโรงเรียนบ้านนาดีทุ่งเจริญ
ที่มาและความสำคัญ(โดยสังเขป)
พระราชบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) 2542 ที่ว่าการจัดการศึกษาต้องไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายจิตใจ สติปัญญาและความรู้ และคุณธรรมมีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขโดยยึดหลักผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มศักยภาพ และผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา, 2545) ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ(กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, น. 3)
หลักสูตรการศึกษาแกนกลางขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ได้กำหนดให้คณิตศาสตร์เป็นสาระการเรียนรู้ที่สถานศึกษาต้องใช้เป็นหลักเพื่อสร้างพื้นฐานการคิดการเรียนรู้และการแก้ปัญหาและยังได้กำหนดคุณภาพของผู้เรียนเมื่อผู้เรียนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี แล้วผู้เรียนต้องมีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาสาระคณิตศาสตร์มีทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ มีเจตคติที่ดีต่อวิชาคณิตศาสตร์ระดับใดคุณค่าของคณิตศาสตร์และสามารถนำความรู้ทางคณิตศาสตร์ไปพัฒนาคุณภาพชีวิตตลอดจนสามารถนำความรู้ทางคณิตศาสตร์ไปเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ และเป็นพื้นฐานในการศึกษาระดับที่สูงขึ้น(กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) และตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) คำนึงถึงการส่งเสริมให้ผู้เรียนมีทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนในรู้ศตวรรษที่ 21 เป็นสำคัญ นั่นคือ การเตรียมผู้เรียนให้มีทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ การใช้เทคโนโลยี การสื่อสารและการร่วมมือ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม สามารถแข่งขันและอยู่ร่วมกับประชาคมโลกได้
(กระทรวงศึกษาธิการ, 2560, น. 1)
ถึงแม้ว่าคณิตศาสตร์จะมีความสำคัญเป็นอย่างอย่างมากดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่การจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ที่ผ่านมายังไม่ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย โดยเฉพาะในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง ร้อยละ พบว่าผู้เรียนไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้จำนวนมาก เนื่องจากผู้เรียนขาดทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การแก้ปัญหา และขาดการเชื่อมโยงความรู้ ซึ่งหน่วยการเรียนรู้ เรื่อง ร้อยละ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นหน่วยการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้คิดเป็น แก้ปัญหาเป็น มีการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และวิเคราะห์สภาพการณ์ของปัญหา จึงเป็นเรื่องที่ยากยิ่งที่จะเรียนรู้ ส่งผลให้ผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้ เรื่อง ร้อยละ ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ดีเท่าที่ควร
กิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (Corperative Learning) เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน เพราะเป็นการจัดกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และเป็นวิธีการที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียนให้แก่ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ นอกจากนี้การเรียนแบบร่วมมือเป็นวิธีการจัดกลุ่มการทำงานที่ส่งเสริมการเรียนรู้และเพิ่มพูนแรงจูงใจทางการเรียน การเรียนแบบร่วมมือไม่ใช่วิธีการจัดนักเรียนเข้ากลุ่มรวมกันแบบธรรมดาแต่เป็นการรวมกลุ่มอย่างมีโครงสร้างที่ชัดเจนกล่าวคือสมาชิกแต่ละคนในทีมจะมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในการเรียนรู้และสมาชิกทุกคนจะต้องได้รับการกระตุ้นให้เกิดแรงจูงใจเพื่อที่จะช่วยเหลือเพิ่มพูนการเรียนรู้ของสมาชิกในทีม (วัฒนาพร ระงับทุกข์, 2542, น. 34)
การเรียนแบบร่วมมือแบบ LT (Learning Together) ไว้ว่า เป็นวิธีที่เหมาะสมกับการสอนที่มีโจทย์ปัญหา การคำนวณ หรือ การฝึกปฏิบัติในห้องปฏิบัติการ เป็นรูปแบบที่มีการกำหนดสถานการณ์และเงื่อนไขให้นักเรียนทำผลงานเป็นกลุ่ม ให้นักเรียนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแบ่งปันเอกสารการแบ่งงานที่เหมาะสม และการให้รางวัลกลุ่ม (ไสว ฟักขาว, 2542, น. 151)
วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ร้อยละ เป็นเนื้อหาพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวัน จากเหตุผลดังกล่าว ครูผู้สอนต้องการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้สูงขึ้น และเพื่อให้นักเรียนนำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ จึงเลือกพัฒนาสมรรถนะความสามารถในการคิด โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค LT (Learning Together) ประยุกต์เข้ากับวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อม มาใช้ในการออกแบบนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ เป็นแนวทางพัฒนากระบวนการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ผลลัพธ์ต่อนักเรียนนักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบก่อนเรียน เท่ากับ 3.8 คิดเป็น ร้อยละ 19 คะแนน และได้คะแนนเฉลี่ยจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน เท่ากับ 15.50 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 77.50 ผลการประเมินสมรรถนะความสามารถในการคิด ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับดีเยี่ยม คิดเป็นร้อยละ 70 และระดับดี คิดเป็นร้อยละ 30
ผลลัพธ์ต่อครู : ครูได้พัฒนาตัวเอง มีความรู้เพื่อนำไปการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความเข้าใจผู้เรียน และสามารถปรับการสอนได้เหมาะสมกับศักยภาพของนักเรียน
ผลลัพธ์ต่อโรงเรียน : สถานศึกษาได้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น
ผลลัพธ์ต่อชุมชน : นักเรียนเห็นถึงวิถีชีวิตและสภาพแวดล้อมของชุมชน และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปประยุกต์ใช้และส่งต่อความรู้ให้กับคนในชุมชน
ประเภทของนวัตกรรม : นวัตกรรมการนิเทศภายใน
[ดาวน์โหลดรูปเล่มนวัตกรรม]