การนิเทศภายในสถานศึกษาด้วยรูปแบบ TK SMART MODEL เพื่อติดตามและส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางการเรียนรู้แบบ Unplugged Coding ในการพัฒนาทักษะการคิด การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เ
ผู้พัฒนา นายปรีชา ประเสริฐโส
โรงเรียนโรงเรียนบ้านแต้เก่า
ที่มาและความสำคัญ(โดยสังเขป)
การนิเทศภายในโรงเรียน เป็นกระบวนการทำงานร่วมกันของผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อให้ได้มาซึ่งสัมฤทธิ์ผลสูงสุดในการเรียนรู้ของนักเรียน โดยมีจุดม่งหมายของการนิเทศ คือ 1) เพื่อพัฒนาคนและบุคลากรทางการศึกษา 2) เพื่อพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้ 3) เพื่อการสร้างความสัมพันธ์ 4) เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจ
หลักการของการนิเทศภายในสถานศึกษา มีดังนี้ 1) การปฏิบัติงานตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เป็นการดำเนินการอย่างมีระบบ มีระเบียบแบบแผน ซึ่งครอบคลุมถึงวิธีการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ การวางแผนการนิเทศ การปฏิบัติการนิเทศ และการประเมินผลการนิเทศ ซึ่งควรมาจากการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์และสรุปผลอย่างมีประสิทธิภาพเป็นที่เชื่อถือได้ 2) การปฏิบัติงานตามวิธีทางประชาธิปไตย การเคารพในความแตกต่างระหว่างบุคคล ให้เกียรติซึ่งกันและกันเปิดใจกว้างยอมรับในการประเมินตนเอง ยอมรับในเหตุผลและปฏิบัติตามข้อตกลง ตลอดจนใช้ความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน เพื่อให้งานนั้นไปสู่เป้าหมาย 3) การปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาสร้างสรรค์ โดยการแสวงหาความสามารถพิเศษของครูแต่ละ
บุคคล เปิดโอกาสให้ได้แสดงออกและสนับสนุนส่งเสริมความสามารถเหล่านั้นอย่างเต็มที่ 4) การปฏิบัติงานตามกระบวนการกลุ่มและการมีส่วนร่วม เน้นความร่วมมือร่วมใจในการดำเนินงาน โดยยึดวัตถุประสงค์การทำงานร่วมกัน การช่วยเหลือและแบ่งปันประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ร่วมคิดร่วมพัฒนา ทั้งนี้เพื่อความสำเร็จของงานโดยส่วนรวม 5) การปฏิบัติงานเพื่อประสิทธิภาพ เน้นการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่รับผิดชอบ มีการควบคุม ติดตามผลการดำเนินงานและผลผลิตอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งการดำเนินงานอย่างมี
ประสิทธิภาพและประสิทธิผล ภายใต้เกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด 6) การปฏิบัติงานโดยยึดวัตถุประสงค์ ก่อนการดำเนินการทุกครั้ง มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการทำงานไว้อย่างชัดเจน ออกแบบการดำเนินงานอย่างเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อให้งานบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
การจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) หมายถึง กระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดการสร้างสรรค์ทางปัญญา (Constructivism) ที่เน้นกระบวนการเรียนรู้มากกว่าเนื้อหาวิชา เพื่อช่วยให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ หรือสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นในตนเอง ด้วยการลงมือปฏิบัติจริงผ่านสื่อหรือกิจกรรมการเรียนรู้ ที่มีครูผู้สอนเป็นผู้นำแนะกระตุ้น หรือ อำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ขึ้น โดยกระบวนการคิดขั้นสูง กล่าวคือ ผู้เรียนมีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่าจากสิ่งที่ได้รับจากกิจกรรมการเรียนรู้ (สถาพร พฤฑฒิกุล, 2558) ซึ่งลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning คือ 1) เป็นการเรียนการสอนที่พัฒนาศักยภาพทางสมอง ได้แก่ การคิด การแก้ปัญหา และการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ 2) เป็นการเรียนการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้สูงสุด 3) ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้และจัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเอง 4) ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนทั้งในด้านการสร้างองค์ความรู้ การสร้างปฏิสัมพันธ์ร่วมกัน ร่วมมือกันมากกว่าการแข่งขัน 5) เป็นกระบวนการสร้างสถานการณ์ให้ผู้เรียนอ่าน พูด ฟัง และคิดอย่างลุ่มลึก ผู้เรียนจะเป็นผู้จัดระบบการเรียนรู้ด้วยตนเอง 6) เป็นกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นทักษะการคิดขั้นสูง 7) ผู้สอนจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติด้วยตนเอง 8) ความรู้เกิดจากประสบการณ์ การสร้างองค์ความรู้ และการสรุปทบทวนของผู้เรียน
สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ.2561 – 2580) ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ประเด็นที่ 3 การปฏิรูปการเรียนรู้แบบพลิกโฉม ข้อ 3.1 การปรับเปลี่ยนระบบการเรียนรู้ให้เอื้อต่อการพัฒนาทักษะสำหรับศตวรรษที่ 21 ได้กำหนดเป้าหมายให้คนไทยเป็นคนดีคนเก่ง มีคุณภาพพร้อมสำหรับวิถีชีวิตในศตวรรษที่ 21 รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายสำคัญด้านศึกษา ในการเตรียมความพร้อมให้กับคนไทย คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ หรือ Coding เพื่อเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 รวมทั้งกระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายและจุดเน้น ส่งเสริมการเรียนการสอนเพื่อฝึกทักษะการคิดแบบมีเหตุผล เป็นขั้นตอน และพัฒนาครูให้มีความชำนาญในการสอนภาษาอังกฤษและภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) กอปรกับคุณหญิงกัลยา โสภณพานิช อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายสนับสนุนให้เด็กไทยได้เรียนภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) เพราะการเรียนดังกล่าวจะกระตุ้นกระบวนการคิด เช่น การคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็นขั้นตอนและเป็นระบบได้
Unplugged Coding คือ การเรียนหลักการพื้นฐาน Coding โดยไม่ใช้คอมพิวเตอร์ หรือการเรียน Coding แบบ “ถอดปลั๊ก” โดยจะเป็นการเรียนผ่านเกม ใบงาน หรือกิจกรรมที่เด็ก ๆ สามารถมีส่วนร่วมได้แบบออฟไลน์ ใช้อุปกรณ์ที่จับต้องได้ เช่น ดินสอหรือปากกา
การเรียน Unplugged Coding จะช่วยให้นักเรียนสามารถฝึกฝนทักษะที่จำเป็น เช่น ทักษะการแก้ปัญหา ทักษะการคิดวิเคราะห์ รวมถึงทักษะการคิดเชิงคำนวณ โดยที่ยังไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ เริ่มต้นที่พัฒนากระบวนการคิดของนักเรียน ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาพการศึกษา (2564: 69) ได้ศึกษาการเรียนการสอนวิทยาการคำนวณของต่างประเทศ จำนวน 6 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ สาธารณรัฐฟินแลนด์ ญี่ปุ่น สาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐเกาหลี และสาธารณรัฐสิงคโปร์ พบว่า ในระดับประถมศึกษาไม่จำเป็นต้องเรียนผ่านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ แต่สามารถเรียนผ่านชุดกิจกรรมหรือบัตรคำสั่งและเรียนรู้ผ่านการเล่นเกมต่าง ๆ แล้วจึงพัฒนาไปสู่การเรียนโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในระดับชั้นที่สูงขึ้น สอดคล้องกับ แพท ยงค์ประดิษฐ์ (2564 : 8) ได้กล่าวว่า การเรียนเรื่องโค้ดจัดอยู่ในส่วนความสามารถการคิดเชิงคำนวณ แต่เนื้อหาสาระและการสอนไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเรียนโปรแกรมบนหน้าจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น ยังมีรูปแบบการสอนอีกมากมายบนกระดาษหรือสื่อการสอนชนิดอื่น ๆ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดทักษะการคิดเป็นระบบและการปัญหาเป็นขั้นตอน เช่นเดียวกับ สิราวิชญ์ จิราวราเกียรติ (2564 : 10) ได้กล่าวว่า Unplugged Coding หรือ หลักการสอน Coding ที่ทำให้เข้าใจหลักพื้นฐานของการคิดเชิงคำนวณ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นการใช้กิจกรรมการเล่นสนุก บัตรคำ ปริศนา เกมกระดาน ดินสอสี อุปกรณ์หรือสิ่งรอบตัวมาประกอบกัน เพื่อเป็นสื่อในการแก้ปัญหา ก็คือ การเรียนจากการเล่น ซึ่งก็จะมีพื้นฐานที่จะสอนให้พวกเขารับมือกับโลกดิจิทัล ให้มีทักษะการคิดเป็น วิเคราะห์เป็น แก้ปัญหาเป็น ใช้เหตุผล เพื่อเตรียมพร้อมให้พวกเขารับมือกับปัญหาที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต
ปัจจุบันโรงเรียนบ้านแต้เก่า มีผลสัมฤทธิ์ทางเรียนค่อนข้างต่ำ พิจารณาจากผลการทดสอบระดับชาติ O-NET ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และ NT ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ลดลง นักเรียนขาดความสามารถในการคิดวิเคราะห์ คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล โรงเรียนจึงได้นำการเรียนรู้ รูปแบบ Unplugged Coding มาจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ คิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล คิดอย่างเป็นระบบ และสามารถวิเคราะห์แก้ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ตลอดจนเพื่อยกระดับผลสมฤทธิ์ทางการเรียนของโรงเรียน เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนของครูตามแนวทางดังกล่าว มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล ข้าพเจ้าจึงได้คิดค้นนวัตกรรม เรื่อง “การนิเทศภายในสถานศึกษาด้วยรูปแบบ TK SMART MODEL เพื่อติดตามและส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) บูรณาการเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวทางการเรียนรู้แบบ Unplugged Coding ในการพัฒนาทักษะการคิด การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และยกระดับผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน” ขึ้น
ผลลัพธ์ต่อนักเรียนนักเรียนร้อยละ 80 มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ รู้จักการแก้ปัญหา
ผลลัพธ์ต่อครู : ครูร้อยละ 100 ได้รับการนิเทศ ติดตามและสามารถจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ตามแนวทางการจัดการเรียนรู้ Unplugged Coding ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์ต่อโรงเรียน : โรงเรียนบ้านแต้เก่า มีนวัตกรรมเพื่อการนิเทศภายในสถานศึกษา ด้วยรูปแบบ TK SMART MODEL ที่พัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นแบบอย่างได้
ผลลัพธ์ต่อชุมชน : ชุมชนและผู้ที่เกี่ยวข้อง มีความพึงพอใจในกิจกรรม เนื่องจากนวัตกรรม “การพัฒนาทักษะการคิด และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบด้วย TK Unplugged Coding” ได้นำความต้องการของชุมชน มาร่วมออกแบบเป็นชุดกิจกรรม
ประเภทของนวัตกรรม : นวัตกรรมการนิเทศภายใน
[ดาวน์โหลดรูปเล่มนวัตกรรม]