การพัฒนารูปแบบการบริหาร โดยใช้ STEAM Model และ เทคโนโลยีเป็นฐาน เพื่อจัดการเรียนรู้ โรงเรียนบ้านจานตะโนน
ผู้พัฒนา นายคณากร พูลเพิ่ม
โรงเรียนโรงเรียนบ้านจานตะโนน
ที่มาและความสำคัญ(โดยสังเขป)
จากนโยบายด้านการศึกษาได้กำหนดให้จัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคนให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยี ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งปรากฎในจุดเน้น ให้เพิ่มศักยภาพนักเรียนในด้านภาษา ด้านคณิตศาสตร์ ด้านวิทยาศาสตร์ และด้านเทคโนโลยีเพื่อพัฒนา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 หมวดที่ 9 ว่าด้วย เทคโนโลยีการศึกษา มาตรา 66 "เด็กไทยมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรกที่ทำได้ เพื่อให้มีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต"
แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560 – 2579 กำหนดทิศทางให้คนไทยเป็นพลเมืองดี มีคุณลักษณะและทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มีสมรรถนะที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และ ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ทั้งนี้สังคมไทยต้องเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ มีคุณธรรม จริยธรรม รู้รัก สามัคคี และร่วมมือผนึกกำลังมุ่งสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง รวมทั้งก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางและความเหลื่อมล้ำภายในประเทศลดลง โดยการขับเคลื่อนภายใต้ 7 ยุทธศาสตร์ ต่อไปนี้
1) การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานหลักสูตร การเรียนการสอน กระบวนการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล
2) การยกระดับคุณภาพมาตรฐาน วิชาชีพครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา
3) การผลิตและพัฒนากำลังคน การวิจัยและ นวัตกรรม รองรับความต้องการของตลาดงาน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
4) การพัฒนาระบบข้อมูลสารสนเทศและเทคโนโลยีดิจิทัล
5) การพัฒนาคุณภาพของคนทุกช่วงวัย และการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้
6) การพัฒนาระบบบริหารจัดการและการมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาของทุกภาคส่วน
7) การพัฒนาระบบการเงินเพื่อการศึกษา จากการเปลี่ยนแปลงของ สิ่งแวดล้อมรอบด้าน รวมทั้งกติกาด้านการศึกษา ครูจึงควรพัฒนาตนเองให้เป็นครูในยุคการศึกษา 4.0 โดยใช้สมรรถนะที่ครูมีอยู่ในการทำให้ผู้เรียนกลายเป็นผู้เรียน 4.0 ด้วยการเพิ่มกิจกรรมการเรียนรู้ที่ จะทำให้ผู้เรียนได้รับทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 คือทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การคิดสร้างสรรค์ การสร้างนวัตกรรม การเรียนและการทำงานร่วมกันเป็นทีม การมีภาวะผู้นำ การสื่อสาร การใช้ข้อมูลสารสนเทศ การติดต่อสื่อสารทางไกล การใช้คอมพิวเตอร์ และปัญปัญญาประดิษฐ์ การคิดคำนวณ การสร้างอาชีพและการเรียนรู้ด้วยตนเอง กระบวนการนิเทศการจัดการศึกษา ถือเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนา การจัดการเรียนการสอนของครู ทั้งนี้เพื่อให้ครูได้รับผลการสะท้อนกลับจากการปฏิบัติหน้าที่จัด การเรียนการสอนเพื่อนำไปใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นในการบริหารจัดการศึกษาของผู้บริหาร สถานศึกษา จึงจำเป็นในการหาสื่อ เทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการส่งเสริมสนับสนุนหรือให้ความช่วยเหลือครูในโรงเรียนให้ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติงานตามภารกิจหลัก คือ การสอน ซึ่งการศึกษาไทยได้เปลี่ยนเป็นการศึกษา 4.0 ด้วย เพราะสังคมเราก้าวสู่สังคมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เป็นสังคมดิจิทัลเพื่อพัฒนา เศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นการศึกษาจึงได้มีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย การส่งเสริม สนับสนุสสื่อและเทคโนโลยีจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อ วิชาชีพครู เพราะครูจำเป็นต้องเป็นผู้มีองค์ความรู้และพัฒนาตนเอง โดยมีฝ่ายบริหารส่งเสริม ในการขับเคลื่อนนโยบายการศึกษาสู่การปฏิบัติจริงในสถานศึกษา ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) ปัจจุบัน PLC ได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาทักษะวิชาชีพของ ครูและเป็นกิจกรรมที่ครูต้องร่วมกันทำอย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก PLC ได้ถูกนำมาเป็นตัวชี้วัดหนึ่งใน การประเมินวิทยฐานะของครูตามเกณฑ์ ว21/2560 หนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.3/ว21 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู มีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งประโยชน์ที่เกิดจากกระบวนการ ขับเคลื่อน PLC ในสถานศึกษาพบว่าเกิดผลดีต่อทั้งครูผู้สอนและนักเรียน สำหรับผลดีต่อครูผู้สอน พบว่า PLC ส่งผลต่อครูผู้สอน กล่าวคือ ลดความรู้สึกโดดเดี่ยวงานสอนของครูเพิ่มความรู้สึกผูกพันต่อ พันธะกิจและเป้าหมายของโรงเรียนมากขึ้นโดยเพิ่มความกระตือรือร้นที่จะปฏิบัติให้บรรลุพันธะกิจ อย่างแข็งขันจนเกิดความรู้สึกว่าต้องการร่วมกันเรียนรู้และรับผิดชอบต่อพัฒนาการโดยรวมของ นักเรียน ถือเป็น “พลังการเรียนรู้” ซึ่งส่งผลให้การปฏิบัติการสอนในชั้นเรียนให้มีผลดียิ่งขึ้น ส่งผลดีต่อ ผู้เรียน พบว่า PLC ส่งผลต่อผู้เรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในทุกรายวิชาสูงขึ้น ความสามารถในการอ่านออก เขียนได้ของผู้เรียนสูงขึ้น เมื่อเทียบกับโรงเรียนแบบเก่า สุดท้าย คือ มีความแตกต่างด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างกลุ่มนักเรียนที่มีภูมิหลังไม่เหมือนกัน และลดลงชัดเจน (สำนักพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2563 : 23 - 24)
ดังนั้น โรงเรียนบ้านจานตะโนน จึงมีหน้าที่ดำเนินการจัดการศึกษา ด้วยการส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะด้านคอมพิวเตอร์และสามารถใช้เทคโนโลยีโดยมุ่งพัฒนากระบวนการเรียนรู้ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลายต่อเนื่องและทันสมัย ยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยการใช้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning เพื่อให้ผู้สอนและผู้เรียนสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย สื่อการสอนดิจิทัล และแพลตฟอร์มในการบริหารจัดการการเรียนรู้ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้เรียนเกิดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาทั้งด้านทักษะวิชาการ ทักษะชีวิต และทักษะอาชีพไปพร้อมกัน
หลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่ใช้
หลักการ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับ เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้
ความหมายของเทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ นักการศึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิหลาย ท่านได้ให้ความหมายของการนิเทศการศึกษาไว้ ซึ่งจะนำเสนอพอเป็นสังเขปดังต่อไปนี้
เขมณัฏฐ์ มิ่งศิริธรรม (2564 : 3 กล่าวว่า สื่อการเรียนรู้เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการเรียนรู้ของครู ทำให้ครูสามารถ จัดประสบการณ์การเรียนรู้และแหล่งวิทยาการที่มีความเหมาะสมแก่การเรียนรู้ตามจุดมุ่งหมาย ในการสอน สามารถช่วยครูในด้านการควบคุมพฤติกรรมและสนับสนุนการเรียนรู้ ครูจะใช้สื่อการสอน ในการทำกิจกรรมหลาย ๆ รูปแบบ เช่น ห้องเรียนเสมือนจริง บทเรียนออนไลน์การสาธิต เป็นต้น เนื่องจากในปัจจุบันข้อมูลข่าวสาร ความรู้ทักษะการใช้เทคโนโลยีและการสื่อสารทำให้ผู้สอน จำเป็นต้องพัฒนาสื่อให้ทันสมัยมากขึ้นจากการใช้หนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ไปสู่การใช้สื่อแบบดิจิทัล
เอมมิกา วชิระวินท์ และ สินชัย จันทร์เสม (2562 : 20-21) กล่าวว่า สื่อดิจิทัลเป็นสื่อการเรียนรู้ที่น่าสนใจ เพราะเป็นเครื่องมือ ในการสื่อสารและบริหารจัดการชั้นเรียน สร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วมของผู้เรียน และเป็นตัวช่วย สำคัญในการนำเสนอและจัดแสดงผลงานของผู้เรียนได้อย่างหลากหลาย
สงบ อินทรมณี (2562 : 356) กล่าวว่า การบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลเป็นการบริหารการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษา และการบริหารเทคโนโลยีสำหรับสถานศึกษาไปพร้อมกันเพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถหยุดยั้งได้รวมทั้งมีการนิเทศ ติดตาม ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี ดิจิทัลให้สอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายที่ครอบคลุมภารกิจของสถานศึกษา
ธีรศักดิ์ อุปรมัย อุปไมยอธิชัย และสุชาติ บางวิเศษ (2563 : 244 - 245) กล่าวว่า การนำระบบการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมาปรับใช้กับสถานศึกษานั้น ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งในมาตรฐานด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการจัดการเรียนรู้ของครู ในยุคดิจิทัล ซึ่งผู้บริหารสถานศึกษาควรทำความเข้าใจการจัดการศึกในยุคดิจิทัลโดยการสนับสนุน ส่งเสริมให้ความสำคัญในการที่ครูต้องดำเนินการเพื่อการนำเทคโนโลยีสารสนเทศไปใช้ประโยชน์ ในการจัดการเรียนการรู้
สมเกียรติ สรรคพงษ (2562 : 6) กล่าวว่า การส่งเสริมให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีความสามารถในการนำเทคโนโลยีที่เป็นสื่อดิจิทัล ไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้นอาจมีอีกหลายแนวทาง แต่สิ่งที่สำคัญนั่นคือ ผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องศึกษาบริบทสถานศึกษาของตนเองและศึกษาแนวทางในการส่งเสริม ครูผู้สอนด้วยวิธีอื่น ๆ อีกทั้งต้องทำความเข้าใจหลักการ วัตถุประสงค์ของแนวทางนั้น ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวผู้เรียนได้อย่างแท้จริง
Gilster (1997 : 15) กล่าวว่า ได้ให้ความหมายของทักษะดิจิทัลหมายความว่า เป็นความสามารถใน การทำความเข้าใจและใช้สารสนเทศในรูปแบบต่าง ๆ จากหลากหลายแหล่งสารสนเทศ นำเสนอด้วย คอมพิวเตอร์ผ่านเครือข่ายและจำเป็นจะต้องมีสมรรถนะด้านการคิดวิเคราะห์ โดยต้องมีความสามารถในการประเมินสารสนเทศที่พบจากอินเทอร์เน็ต มีความสามารถในการจัดเรียงลำดับ สารสนเทศที่ถูก รวมถึงมีความสามารถในการสรุปความรู้จากข้อมูลบนแหล่งสารสารสนเทศที่ หลากหลายที่เชื่อถือได้และมีความสามารถในการสืบค้นผ่านเครื่องมือสืบค้นในการหาสารสนเทศจาก เว็บไซต์
สรุปได้ว่า การเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยี คือ กระบวนส่งเสริมให้ครูและบุคลากรทางการศึกษามีความสามาถในการใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เรียน ในการพัฒนาปรับปรุง พัฒนาการเรียนการสอนให้ดีขึ้นอันจะส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
โรงเรียนบ้านจานตะโนน เป็นโรงเรียนนำร่องเขตพื้นที่นวัตกรรม ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 1 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน และยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนให้สูงขึ้นทุกกลุ่มสาระ เพื่อให้ผู้เรียนเป็นคนเก่ง คนดี มีคุณภาพ สามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และผู้เรียนมี คุณลักษณะและทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 จึงได้คิดค้นนวัตกรรมการศึกษา ด้วยการศึกษาสภาพปัจจุบันของปัญหา ความต้องการของผู้เรียน ชุมชน และท้องถิ่น เพื่อกำหนดเป็นวิสัยทัศน์ พันธะกิจ เป้าหมาย แผนงาน โครงการและกิจกรรม เพื่อจัดทำเป็นแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา แผนปฏิบัติการประจำปี โดยมีเป้าหมายคือ ยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนให้สูงขึ้นทุกกลุ่มสาระ ให้ครูทุกคนมีนวัตกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นไปตามเป้าหมายดังกล่าว กระบวนการนิเทศ ติดตามจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ในการพัฒนาและส่งเสริมให้ครูทุกคนมีนวัตกรรมเป็นของตนเอง โรงเรียนบ้านจานตะโนน จึงจัดทำนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวภายใต้กระบวนการ PDCA เรื่อง การพัฒนารูปแบบการบริหาร STEAM Model โดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน เพื่อจัดการเรียนรู้ โรงเรียนบ้านจานตะโนน
ผลลัพธ์ต่อนักเรียนนักเรียนได้เรียนรู้แบบเชิงรุก มีทักษะการคิด การแก้ปัญหา การทำงานเป็นทีม การแลกเปลี่ยนรู้ และการใช้เทคโนโลยี /
ผลลัพธ์ต่อครู : เพื่อให้ข้าราชการครูทุกคนมีนวัตกรรม ที่ใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนที่ถูกต้องเหมาะสมกับบริบท ความต้องการและความจำเป็นของผู้เรียน ต่อไป
ผลลัพธ์ต่อโรงเรียน : (1.) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยใช้คอมพิวเตอร์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ในแบบ Active Learning นำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนที่มีทักษะในศตวรรษที่ 21 (2.) เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนให้สูงขึ้นทุกกลุ่มสาระ ตามความสามารถและศักยภาพของผู้เรียน (3.) เพื่อให้โรงเรียนบ้านจานตะโนน มีการพัฒนาส่งเสริมผู้สอนและผู้เรียนให้สามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์ต่อชุมชน : -
ประเภทของนวัตกรรม : นวัตกรรมการบริหารจัดการ
[ดาวน์โหลดรูปเล่มนวัตกรรม]