การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โดย แบบฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ ๑S๒C
ผู้พัฒนา นางสาวอภิญญา โตมาซา
โรงเรียนโรงเรียนบ้านนาแก้วประชาสรรค์
ที่มาและความสำคัญ(โดยสังเขป)
แนวคิดการเรียนรู้เชิงรุก (Actice Learning) เป็นการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ หรือ การลงมือทำซึ่ง “ความรู้ ” ที่เกิดขึ้นก็เป็นความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ กระบวนการในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนต้องได้มีโอกาสลงมือกระทำมากกว่าการฟังเพียงอย่างเดียว ต้องจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้การเรียนรู้โดยการอ่าน, การเขียน,การโต้ตอบ,และการวิเคราะห์ปัญหา อีกทั้งให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการคิดขั้นสูง ได้แก่การวิเคราะห์, การสังเคราะห์, และการประเมินค่า ซึ่งเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการนำมาปรับใช้ในการจัดการเรียนรู้สาระการเรียนรู้ประวัติศาสตร์
การจัดการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ในปัจจุบันได้มุ่งเน้นการจัดการเรียนรู้ที่ใช้ทักษะทางประวัติศาสตร์ ๑S๒C คือ ทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ได้แก่
Sourcing หมายถึง กระบวนการรวบรวมข้อมูลหลักฐานจากแหล่งต่างๆ
Corroborating หมายถึง กระบวนการประเมินค่าเนื้อหาและข้อมูลที่ปรากฏในหลักฐาน
Contextualizing หมายถึง กระบวนการเปรียบเทียบเนื้อหาและข้อมูลที่ได้จากหลักฐานนั้นๆ กับหลักฐาน เอกสาร ข้อมูลแวดล้อมอื่นๆ เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงหรือความจริงทางประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของเหตุการณ์ สาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ ความเป็นไปของเหตุการณ์ ผลของเหตุการณ์ เป็นต้น
ทั้งนี้โดยนำเอาทักษะทางประวัติศาสตร์ ๑S๒C มาปรับใช้คู่กับวิธีการทางประวัติศาสตร์ ซึ่งหมายถึง ขั้นตอน หรือวิธีการที่นักประวัติศาสตร์หรือผู้ศึกษาทางด้านประวัติศาสตร์ใช้เพื่อการศึกษา ค้นคว้า และเรียบเรียงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์จากหลักฐานต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความถูกต้องแล ะชัดเจนมากที่สุด
โดยวิธีการทางประวัติศาสตร์ประกอบด้วยขั้นตอน ดังนี้
ขั้นตอนที่ ๑ การตั้งประเด็นที่จะศึกษา นับว่าเป็นขั้นตอนแรกของวิธีการทางประวัติศาสตร์ที่ นักประวัติศาสตร์ หรือผู้สนใจทางประวัติศาสตร์มีความสนใจอยากรู้ เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ตอนใดตอนหนึ่ง โดยตั้งประเด็นคำถามว่า ศึกษาเรื่องอะไรในช่วงเวลาใด ทำไมจึงต้องศึกษา
ขั้นตอนที่ ๒ สืบค้นและรวบรวมข้อมูล ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ คือ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่สามารถสอบสวนเข้าไปให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นได้ ประกอบด้วยหลักฐานที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุ คำบอกเล่าของผู้เห็นเหตุการณ์ และหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ศิลาจารึก จดหมายเหตุ บันทึกและเอกสารต่างๆ ในการสะสม และรวบรวมข้อมูล ต่าง ๆ เหล่านี้ นักประวัติศาสตร์จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณของตนสำรวจ เนื่องจากข้อมูลแต่ละประเภทเป็นผลิตผลที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้นโดยมีจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นต้องค้นหาต้นตอหรือสาเหตุของข้อมูลอย่างลึกซึ้งเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันมิให้ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ถูกบิดเบือน
ขั้นตอนที่ ๓ การวิเคราะห์และตีความข้อมูลทางประวัติศาสตร์ โดยการนำข้อมูลที่ได้สืบค้น รวบรวม คัดเลือก และประเมินไว้แล้วนำมาพิจารณาในรายละเอียดทุกด้านซึ่งนักประวัติศาสตร์ต้องใช้เหตุผลเป็นแนวทางในการตีความเพื่อนำไปสู่การค้นพบข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ถูกต้อง
ขั้นตอนที่ ๔ การคัดเลือกและประเมินข้อมูล นักประวัติศาสตร์จะต้องนำข้อมูลที่ได้รวบรวมไว้มาคัดเลือก และประเมินเพื่อค้นหาความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลกับข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ต้องการทราบ
ขั้นตอนที่ ๕ การเรียบเรียงรายงานข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับอันเป็นผลมาจากการวิเคราะห์และการตีความข้อมูล หรืออธิบายข้อสงสัย เพื่อนำเสนอข้อมูลในลักษณะที่เป็นการตอบ ตลอดจนความรู้ ความคิดใหม่ที่ได้จากการศึกษาค้นคว้าในรูปแบบการรายงานอย่างมีเหตุผล
จากความสำคัญข้างต้นที่กล่าวมาข้าพเจ้าจึงได้กำหนดสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อให้นักเรียนได้แสดงออกถึงความรักและความภาคภูมิใจใน ท้องถิ่นบ้านเกิดของตนเอง
สำหรับการจัดการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ได้กำหนดให้มีการสอดแทรกสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น เรื่องประวัติศาสตร์อำเภอเขื่องใน เรื่องจำนวน ๘ ชั่วโมง โดยใช้กระบวนการการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองผ่านวิธีการทางประวัติศาสตร์ และทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ ๑S๒C
ผลลัพธ์ต่อนักเรียนนักเรียนมีรู้ความเข้าใจเรื่อง ประวัติความเป็นมาของอำเภอเขื่องใน สถานที่สำคัญของอำเภอเขื่องใน ประเพณีของอำเภอเขื่องใน นักเรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ ๑S๒C นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้รายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ประวัติความเป็นมาของอำเภอเขื่องใน สถานที่สำคัญของอำเภอเขื่องใน ประเพณีของอำเภอเขื่องใน
ผลลัพธ์ต่อครู : ครูมีความเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนรู้อย่างครูมืออาชีพสามารถเป็นต้นแบบห้องเรียนคุณภาพได้ ครูมีนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ ครูพัฒนาการจัดการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์ต่อโรงเรียน : สถานศึกษามีนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning
ผลลัพธ์ต่อชุมชน : โรงเรียนได้รับการยอมรับจากผู้เกี่ยวข้อง ผู้ปกครองมีความพึงพอใจในการจัดการเรียนการสอนของครู
ประเภทของนวัตกรรม : นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้
[ดาวน์โหลดรูปเล่มนวัตกรรม]