การพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบประสบการณ์เป็นฐาน (Experiential Learning) เรื่อง การแสดงอัลกอริทึมการย้อมผ้าไหมด้วยผลมะเกลือดิบ โดยใช้สัญลักษณ์ (Flowchart) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1
ผู้พัฒนา นางณิชา ศรีบุญเรือง
โรงเรียนโรงเรียนชุมชนบ้านหนองบ่อ(วิจิตรราษฎร์สามัคคี)
ที่มาและความสำคัญ(โดยสังเขป)
จากการศึกษาการคิดเชิงคำนวณเดิมอยู่ในสาระเทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) พบว่าการจัดการเรียนการสอนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ในเนื้อหาที่มีการเขียนอัลกอริทึม ลำดับการแก้ไขปัญหา นักเรียนส่วนใหญ่ไม่สามารถเขียนลำดับขั้นตอนจากโจทย์หรือปัญหาที่กำหนดให้ เนื่องจากนักเรียนไม่สามารถวิเคราะห์ปัญหาได้ ทำให้ไม่สามารถออกแบบหรือหาวิธีการแก้ปัญหาเพื่อนำไปใช้ในการเขียนลำดับอัลกอริทึมได้ ซึ่งเป็นผลมาจากนักเรียนยังขาดทักษะกระบวนการในการแก้ปัญหาและการออกแบบวิธีแก้ปัญหาอย่างเป็นลำดับขั้นตอนที่ชัดเจน ผ่านกระบวนการทางคอมพิวเตอร์ และขาดประสบการณ์ที่เห็นเป็นรูปธรรม จึงทำให้ไม่สามารถเกิดการคิดเชิงคำนวณได้ และนักเรียนบางคนไม่สามารถเขียนลำดับอัลกอรึทึมเพื่อแสดงผลลัพธ์ได้ตามที่ตนเองต้องการ เนื่องจากไม่มีรูปแบบการจัดการที่ชัดเจนและไม่สามารถเขียนอธิบายกระบวนการได้อย่างเป็นลำดับขั้นตอนทำให้ไม่สามารถแก้ปัญหาที่กำหนดให้ได้
แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่จะพัฒนาการคิดเชิงคำนวณของนักเรียน ควรมีกระบวนการที่ชัดเจน เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่กำหนดไว้ได้ ซึ่งกระบวนการจัดกิจกรรมโดยการจัดการเรียนรู้แบบประสบการณ์ (Experiential Leaning) ของ Kolb นับว่าเป็นกระบวนการการจัดกิจกรรมกระบวนการหนึ่ง ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนทักษะต่างๆ อีกทั้งยังสนับสนุนให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ซึ่งการจัดการเรียนรู้แบบประสบการณ์ของ Kolb ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 ประสบการณ์รูปธรรม (Experience) ชั้นที่ 2 การสะท้อนและการอภิปราย (Reflection and Discussion) ชั้นที่ 3 ขั้นสร้างความเข้าใจและความคิดรวบยอด (Understand and Concept) และขั้นที่ 4 การทดลองหรือประยุกต์ใช้ (Experimentation or Application) ซึ่งสอดคล้องกับ Lawrence ที่กล่าวว่ารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบประสบการณ์ เป็นรูปแบบที่เหมาะในการส่งเสริมการเรียนรู้ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมเพื่อแบ่งปันประสบการณ์ การได้ฝึกปฏิบัติจริง ดังนั้น การเรียนรู้จากประสบการณ์ จึงเป็นการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง และส่งเสริมทักษะการทำงานในด้านต่างๆ
ชุมชนบ้านหนองบ่อ ตำบลหนองบ่อ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นชุมชนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นวัฒนธรรมด้านภาษา การแต่งกายด้วยชุดผ้าดำไหม การย้อมผ้าด้วยผลมะเกลือซึ่งเป็นวัตถุดิบที่มีมากในท้องถิ่น ประเพณีและความเชื่อเกี่ยวกับการฟ้อนกลองตุ้มเพื่อขอฝน โดยจะมีเครื่องแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ คือผ้าไหมทอลายลูกแก้ว ย้อมสีดำจากธรรมชาติด้วยผลมะเกลือดิบ และผ้าซิ่นทอลายทิว ลายปราสาทผึ้ง ประกอบกับผ้าซิ่นลายจกดาว พร้อมด้วยเครื่องประดับเครื่องสานที่ทำจากใบจาก เรียกว่า บักยัน ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ให้คงอยู่สืบไปโดยที่ผู้เรียนได้ซึมซับวิถีชีวิตในชุมชน ที่พบเห็นได้เป็นปกติ จึงเกิดแนวคิดการพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยการผสานศิลปะ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น การย้อมผ้าไหมสีดำจากธรรมชาติด้วยลูกมะเกลือดิบ โดยลำดับขั้นตอนกระบวนการแสดงเป็นอัลกอริทึม
จากแนวคิดทั้งหมดข้างต้น การจัดการเรียนรู้แบบใช้ประสบการณ์เป็นฐาน น่าจะสามารถนำมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาการคิดเชิงคำนวณของนักเรียน ซึ่งจะส่งผลให้นักเรียนมีความเข้าใจและแก้ปัญหาที่ชับช้อนจากบทเรียนในวิชา วิทยาการคำนวณได้ ตลอดจนสามาถคิดวิเคราะห์และออกแบบวิธีการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นลำดับขั้นตอนและเป็นระบบที่ชัดเจน ดังนั้น จึงพัฒนานวัตกรรมการพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ ประสบการณ์เป็นฐาน เรื่อง การแสดงอัลกอริทึมการย้อมผ้าไหมด้วยผลมะเกลือดิบ โดยใช้สัญลักษณ์ (Flowchart) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 ขึ้น
ผลลัพธ์ต่อนักเรียนจากการวิเคราะห์คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน นักเรียนมีคะแนนทดสอบหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 9.8 ซึ่งสูงกว่าการทดสอบก่อนเรียนซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 6.5 แสดงว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น การการพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ ประสบการณ์เป็นฐาน (Experiential Learning) เรื่อง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ช่วยให้นักเรียนมีการพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณได้ดีขึ้น ผู้เรียนเข้าใจขั้นตอนการแสดงอัลกอริทึมในการทำงานและการแก้ปัญหาได้ สามารถแสดงอัลกอริทึมในการทำงานและการแก้ปัญหาได้ ทั้ง 3 รูปแบบ คือ แบบบอกเล่า แบบรูปภาพ และแบบผังงาน (Flowchart) และผู้เรียนประยุกต์การแก้ปัญหาโดยใช้แนวคิดเชิงคำนวณในชีวิตประจำวันได้ นักเรียนมีความมุ่งมั่น ตั้งใจทำกิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนๆ มีความภาคภูมิใจกับงานที่ตนเองทำและร่วมชื่นชมยินดีกับผลงานของเพื่อนๆ มีบรรยาศทีดีกับการทำงานร่วมกับเพื่อนๆ ในห้อง มีการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน เพื่อนที่อ่านคล่องและไปได้เร็วก็จะช่วยเพื่อนที่ยังอ่านไม่คล่องในการทำกิจกรรมเป็นการทำงานอย่างมีความสุข และสนุกสนานในการเรียน นักเรียนมีทักษะกระบวนการคิด วางแผน มีการนำเสนอความคิดเห็นต่อเพื่อนในห้องเรียน สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายจนสำเร็จ มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนๆ มีความภาคภูมิใจกับงานที่ตนเองทำ และร่วม ชื่นชมยินดีกับผลงามของเพื่อนๆ มีบรรยากาศที่ดีกับการทำงานร่วมกับเพื่อนๆ ในห้อง มีการช่วยเหลือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ในการใช้อุปกรณ์ในการทำกิจกรรมย้อมผ้ไหมดด้วยลูกมะเกลือดิบ และกิจกรรมนำเสนอกระบวนการย้อมผ้าไหมด้วยลูกมะเกลือดิบ ในรูปแบบผังงาน (Flowchart) มีการทำงานอย่างมีความสุข และสนุกสนานในการเรียน โดยสามารถนำกระบวนการนวัตกรรมไปประยุกต์ใช้ในหน่วยการเรียนรู้อื่น รวมไปถึงกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ซึ่งการเรียนรู้โดยใช้ประสบการณ์เป็นฐาน สามารถทำให้นักเรียนสามารถจดจำ และเข้าใจ และเกิดเป็นฐานความรู้ติดตัวนักเรียนเพื่อนำไปปรับใช้ในอนาคต
ผลลัพธ์ต่อครู : รูมีนวัตกรรมการพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบประสบการณ์เป็นฐาน (Experiential Learning) เรื่อง การแสดงอัลกอริทึมการย้อมผ้าไหมด้วยผลมะเกลือดิบ โดยใช้สัญลักษณ์ (Flowchart) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนชุมชนบ้านหนองบ่อ(วิจิตรราษฎร์สามัคคี) เพื่อเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน อย่างเต็มศักยภาพ
ผลลัพธ์ต่อโรงเรียน : โรงเรียนมีนวัตกรรมในการพัฒนาทักษะการคิดเชิงคำนวณ เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนได้
ผลลัพธ์ต่อชุมชน : 1) คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง และชุมชน ได้รับรู้และมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของนักเรียน ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้มีการสื่อสารแลกเปลี่ยนและนำความรู้ท้องถิ่นมาบูรณาการกับการเรียนรู้ 2) ชุมชนเกิดความภาคภูมิใจในวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับผ้าไหมลายลูกแก้วย้อมดำด้วยลูกมะเกลือ ที่เป็นเอกลักษณ์ของบ้านหนองบ่อ จังหวัดอุบลราชธานี 3) ความร่วมมือระหว่างโรงเรียนกับชุมชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น โดยใช้การเรียนรู้ของนักเรียนเป็นจุดศูนย์กลางของการมีส่วนร่วม
ประเภทของนวัตกรรม : นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้
[ดาวน์โหลดรูปเล่มนวัตกรรม]