แบบฝึกทักษะการปฏิบัติท่ารำเบื้องต้น ประกอบเพลงมาร์ชอุบลราชธานี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
ผู้พัฒนา นางสาวโสรชา กองแก้ว ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำน
โรงเรียนโรงเรียนประชาสามัคคี(บ้านหนองมะนาว)
ที่มาและความสำคัญ(โดยสังเขป)
วิชานาฏศิลป์ไทย เป็นวิชาเรียนรู้เรื่องการร่ายรำ ถือเป็นวัฒนธรรมอันล้ำค่าของประเทศไทย ส่งเสริมให้ผู้เรียนตระหนักรู้คุณค่าวัฒนธรรมอันดีงามของชาติ ผู้เรียนควรที่จะรู้จัก เข้าใจศึกษา และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเอง แก่ผู้อื่น และแก่สังคมโดยส่วนรวม โดยพิจารณาว่า นาฏศิลป์มีส่วนใดบ้างในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ทั้งที่เป็นกิจกรรมส่วนตัวและส่วนรวมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มนุษย์ได้ใช้นาฏศิลป์เป็นกิจกรรมส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิตในเวลาปกติ และในโอกาสพิเศษอยู่ตลอดเวลา
จากการประเมินพบว่า ผู้เรียนยังขาดทักษะในการปฏิบัติท่ารำเบื้องต้น สังเกตได้จาก การเรียนรู้แบบเดิมอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นให้เกิดการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องมีนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้ามาช่วยเสริมสร้างทักษะการปฏิบัติท่ารำเบื้องต้นอย่างมีประสิทธิภาพ
ข้าพเจ้า เป็นครูผู้สอนรายวิชานาฏศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่า ผลการประเมินด้านการปฏิบัติท่ารำประกอบเพลงของผู้เรียน ของโรงเรียนประชาสามัคคี (บ้านหนองมะนาว) ในปีการศึกษาที่ผ่านมาผู้เรียนขาดทักษะการปฏิบัติท่ารำประกอบเพลง สังเกตการจาก การอธิบายท่ารำ การปฏิบัติท่ารำ หรือการตอบคำถาม ที่มีรายละเอียดของทำรำรูปแบบต่างๆ พบว่า ผู้เรียนไม่สามารถปฏิบัติได้ ส่งผลให้การเรียนของผู้เรียนไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด
ข้าพเจ้าได้วิเคราะห์ทฤษฎีการเรียนรู้ของ Simpson ที่การพัฒนาทักษะปฏิบัติ และวิเคราะห์แนวคิดการเรียนรู้เชิงรุก ที่เน้นการคิด ลงมือทำ และนำเสนอของผู้เรียน สู่การออกแบบนวัตกรรม คือ
แบบฝึกทักษะการปฏิบัติท่ารำเบื้องต้น ประกอบเพลงมาร์ชอุบลราชธานี ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ส่งเสริมการปฏิบัติท่ารำประกอบเพลงของผู้เรียน ที่สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ โดยออกแบบเนื้อหาของนวัตกรรมให้สอดคล้องกับการวิเคราะห์หลักสูตรนาฏศิลป์ จำนวน 1ชุด ได้แก่ การปฏิบัติท่ารำเบื้องต้น (นาฏยศัพท์) และ การปฏิบัติท่ารำเบื้องต้น (ภาษาท่า) นำไปใช้ควบคู่กับแผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 10 แผน ในวิชานาฏศิลป์ สัปดาห์ละ 1 วัน พร้อมทั้งออกแบบเครื่องมือประเมินการปฏิบัติท่ารำประกอบเพลงมาร์ชอุบลราชธานี ของผู้เรียนทุกครั้ง
การวิเคราะห์บริบทพื้นที่/สถานศึกษา Area/educational context analysis
โรงเรียนประชาสามัคคี ( บ้านหนองมะนาว ) เป็นโรงเรียนขยายโอกาส มีทรัพยากรที่มีความเหมาะสม เช่น วัสดุ อุปกรณ์ โครงสร้างพื้นฐานมีความเพียงพอ เช่น การคมนาคม สื่อสาร ไฟฟ้า ประปา มีห้องเรียนที่เหมาะสมในการจัดการเรียนรู้ ด้วยกระบวนการกลุ่ม มีหลักสูตรที่สอดคล้องกับการนำนวัตกรรม แบบฝึกทักษะการปฏิบัติท่ารำเบื้องต้น ด้วยกระบวนการเรียนรู้ Learning by Doing รายวิชานาฏศิลป์ไทย สำหรับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4ไปใช้ และสามารถปรับหลักสูตรให้รองรับการเรียนรู้แบบใหม่ได้ ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักสูตรและมีแผนการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้อง โรงเรียนประชาสามัคคี ( บ้านหนองมะนาว ) เปิดกว้างต่อการเรียนรู้ใหม่ ๆ และมีการสนับสนุนจากบุคลากรทั้งภายในและภายนอก มีระบบการประเมินผลที่เอื้อต่อการทดลองและพัฒนานวัตกรรม ใช้การวิเคราะห์ SWOT เป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ในการวิเคราะห์บริบทพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยพิจารณาถึงจุดแข็ง ( Strengths ) จุดอ่อน ( Weaknesses ) โอกาส ( Opportunities ) และอุปสรรค ( Threats ) ของพื้นที่นำร่อง ซึ่งจะเพิ่มโอกาสความสำเร็จในการนำนวัตกรรมไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผลลัพธ์ต่อนักเรียน• มีความรู้ความเข้าใจสามารถปฏิบัติท่ารำเบื้องต้น ประกอบเพลงมาร์ชอุบลราชธานี • มีความกล้าแสดงออก มีความมั่นใจ สามารถนำเสนอและเผยแพร่ผลงานต่อผู้อื่นได้ • เรียนรู้การทำงานเป็นทีม รู้จักช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ผลลัพธ์ต่อครู : • ครูมีการพัฒนาเทคนิคการสอนด้านทักษะปฏิบัติท่ารำเบื้องต้น ประกอบเพลงมาร์ชอุบลราชธานี • ครูมีนวัตกรรมแบบฝึกทักษะท่ารำเบื้องต้นเป็นเครื่องมือใช้จัดการเรียนการสอนที่น่าสนใจ และมีประสิทธิภาพ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชั้นเรียนอื่นๆ ได้
ผลลัพธ์ต่อโรงเรียน : • สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน โดยการนำนักเรียนร่วมแสดงในกิจกรรมต่างๆ
ผลลัพธ์ต่อชุมชน : • ได้เห็นผลงานการแสดงของนักเรียนและมีส่วนร่วมในการสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน • ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรมท้องถิ่น
ประเภทของนวัตกรรม : นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้
[ดาวน์โหลดรูปเล่มนวัตกรรม]