การพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์การซื้อของ (Fruits) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผ่านนวัตกรรม Visual Dialogue Guidebook และ โมเดล SPEAK-Easy
โรงเรียนอุบลวิทยาคม
วันที่ 08 มีนาคม 2569






ที่มาและความสำคัญ ภายใต้บริบทของการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียนและการเปลี่ยนแปลงของโลกาภิวัตน์ ภาษาอังกฤษได้กลายเป็นภาษากลางที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างประเทศ ทั้งในด้านการศึกษา เศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม การประชุมของ TESOL International Association ได้สะท้อนมุมมองร่วมกันว่าภาษาอังกฤษมีสถานะเป็นภาษาสากลของโลก (Global English) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องมือกลางในการสื่อสารของผู้คนจากหลากหลายภูมิหลังทางภาษาและวัฒนธรรม แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับข้อเสนอของ Taskin-Can (2013) ที่ระบุว่าความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการประกอบอาชีพในระดับนานาชาติ ในบริบทของประเทศไทย แม้ภาษาอังกฤษจะถูกกำหนดให้เป็นภาษาต่างประเทศที่มีความสำคัญในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่ผลการประเมินระดับนานาชาติยังสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายด้านคุณภาพการเรียนรู้ โดยรายงานดัชนีความสามารถทางภาษาอังกฤษของ EF Education First (EF English Proficiency Index: EF EPI) ระบุว่า ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีระดับความสามารถภาษาอังกฤษค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียและทั่วโลก นอกจากนี้ ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ซึ่งดำเนินการโดย สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ยังพบว่าคะแนนเฉลี่ยรายวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับประถมศึกษามีแนวโน้มต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยหลายชิ้นในประเทศไทยชี้ให้เห็นว่า การจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษยังคงได้รับอิทธิพลจากแนวทางดั้งเดิมที่เน้นการสอนแบบไวยากรณ์และการแปล (Grammar Translation Method) ซึ่งมุ่งความถูกต้องเชิงรูปแบบมากกว่าการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารจริง ส่งผลให้นักเรียนขาดโอกาสในการฝึกพูดในบริบทที่ใกล้เคียงชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังขาดแรงจูงใจและความมั่นใจในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร ปัญหาดังกล่าวก่อให้เกิดทัศนคติด้านลบต่อการเรียนภาษาอังกฤษ และทำให้ผู้เรียนไม่เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการเรียนในห้องเรียนกับการนำไปใช้จริง แนวทางหนึ่งที่ได้รับการเสนอว่าเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร คือ “กิจกรรมการละคร” หรือการใช้กระบวนการทางศิลปะการแสดงในการจัดการเรียนรู้ เนื่องจากกิจกรรมดังกล่าวเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ใช้ภาษาในสถานการณ์เสมือนจริง ฝึกการโต้ตอบอย่างเป็นธรรมชาติ และลดความวิตกกังวลในการใช้ภาษา งานศึกษาหลายชิ้นทั้งในและต่างประเทศ เช่น Heinig (1981), Seong (2013) และ Gill (2016) รายงานตรงกันว่ากิจกรรมการละครสามารถส่งเสริมทั้งความคล่องแคล่ว (fluency) และความถูกต้อง (accuracy) ในการใช้ภาษา อีกทั้งยังช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ผ่อนคลายและเอื้อต่อการมีส่วนร่วม นอกจากนี้ กิจกรรมการละครยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาความสามารถเชิงสื่อสารในหลายมิติ ได้แก่ ความสามารถด้านโครงสร้างภาษา (grammatical competence) ความสามารถด้านสังคมภาษา (sociolinguistic competence) ความสามารถด้านวาทกรรม (discourse competence) และความสามารถด้านกลวิธีสื่อสาร (strategic competence) เนื่องจากผู้เรียนต้องใช้ภาษาในการสร้างบทสนทนา การแสดงบทบาท และการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า การฝึกในลักษณะดังกล่าวช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แบบองค์รวม พร้อมทั้งพัฒนาทักษะทางสังคม ความคิดสร้างสรรค์ และความเข้าใจผู้อื่นไปพร้อมกัน แม้กิจกรรมการละครจะมีศักยภาพสูงในการพัฒนาทักษะการพูด แต่การจัดกิจกรรมดังกล่าวจำเป็นต้องมีสื่อสนับสนุนที่เหมาะสมกับวัยและระดับความสามารถของผู้เรียน โดยเฉพาะในระดับประถมศึกษา ซึ่งผู้เรียนยังต้องพึ่งพาการรับรู้ผ่านภาพและบริบทที่เป็นรูปธรรม ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงพัฒนา Visual Dialogue Guidebook ซึ่งเป็นสื่อภาพประกอบบทสนทนาที่ออกแบบอย่างเป็นระบบ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนกิจกรรมการพูดและบทบาทสมมติในชั้นเรียน ซึ่งมีลักษณะเป็นคู่มือภาพสถานการณ์พร้อมบทสนทนาตัวอย่าง คำศัพท์สำคัญ และโครงสร้างประโยคที่จำเป็นต่อการสื่อสารในชีวิตประจำวัน เช่น สถานการณ์การซื้อของ การสอบถามราคา หรือการทักทายเบื้องต้น การออกแบบสื่อในลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้ผ่านบริบท (contextualized learning) และแนวคิดการเรียนรู้ทางสังคมของ Lev Vygotsky ที่เน้นบทบาทของปฏิสัมพันธ์และการใช้สื่อช่วยพยุงการเรียนรู้ (scaffolding) เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาไปสู่ระดับความสามารถที่สูงขึ้นได้ การบูรณาการกิจกรรมการละครร่วมกับ Visual Dialogue Guidebook จึงเป็นแนวทางที่ช่วยให้ผู้เรียนไม่เพียงแต่ได้ฝึกการแสดงบทบาทสมมติเท่านั้น แต่ยังมีเครื่องมือที่ช่วยเชื่อมโยงคำศัพท์ โครงสร้างประโยค และบริบทสถานการณ์เข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม ลดภาระทางความคิด (cognitive load) และเพิ่มความมั่นใจในการใช้ภาษา อีกทั้งยังช่วยสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เป็นมิตรและสนุกสนาน ส่งเสริมแรงจูงใจภายในของผู้เรียน จากการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนอุบลวิทยาคม พบว่าผู้เรียนจำนวนมากยังไม่สามารถใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารในสถานการณ์พื้นฐานได้อย่างคล่องแคล่ว ขาดความเข้าใจประโยคง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน และมีความลังเลในการพูดต่อหน้าผู้อื่น ปัญหาดังกล่าวสะท้อนถึงความจำเป็นในการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการใช้ภาษาในบริบทจริง ดังนั้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมสถานการณ์การซื้อของ (Fruits) ร่วมกับ Visual Dialogue Guidebook และโมเดล SPEAK-Easy เพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยคาดหวังว่าการใช้สื่อ ภาพประกอบ บทสนทนาอย่างเป็นระบบควบคู่กับการฝึกปฏิบัติจริง จะช่วยยกระดับความสามารถด้านการสื่อสาร เพิ่มความมั่นใจ และส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ในระยะยาวอย่างยั่งยืน วัตถุประสงค์ 5.1 เพื่อพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษในสถานการณ์การซื้อของ (Fruits) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผ่านนวัตกรรม Visual Dialogue Guidebook และ โมเดล SPEAK-Easy 5.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารของนักเรียนก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้ผ่านนวัตกรรม Visual Dialogue Guidebook และ โมเดล SPEAK-Easy 5.3 เพื่อพัฒนานวัตกรรม Visual Dialogue Guidebook และ โมเดล SPEAK-Easy ให้มีประสิทธิภาพ กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ห้องเรียน 2/1, 2/2, 2/3 จำนวน 84 คน ผลที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมาย จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ SPEAK-Easy ร่วมกับนวัตกรรม Visual Dialogue Guidebook ไปใช้ในการพัฒนาทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่าเกิดผลต่อกลุ่มเป้าหมายในหลายด้าน ดังนี้ 1) ด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร นักเรียนมีพัฒนาการด้านการออกเสียงคำศัพท์และประโยคได้ถูกต้องมากขึ้น สามารถใช้ประโยคสนทนาที่ง่าย ๆ ในสถานการณ์ใกล้ตัวได้อย่างเหมาะสม มีความคล่องแคล่วในการโต้ตอบเพิ่มขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการจัดกิจกรรม 2) ด้านความมั่นใจและความกล้าแสดงออก นักเรียนมีความมั่นใจในการพูดภาษาอังกฤษมากขึ้น กล้าแสดงบทบาทสมมติหน้าชั้นเรียน และมีท่าทีที่ผ่อนคลายในการใช้ภาษา ลดความกังวลและความเขินอายในการสื่อสาร 3) ด้านการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรม ให้ความร่วมมือกับเพื่อนในกลุ่ม และมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกในระหว่างการทำกิจกรรมการละคร ส่งผลให้บรรยากาศในชั้นเรียนเอื้อต่อการเรียนรู้ 4) ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการประเมินหลังการจัดกิจกรรมพบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรม แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมสามารถช่วยพัฒนาความสามารถในการสื่อสารของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5) ด้านทัศนคติต่อการเรียนภาษาอังกฤษ นักเรียนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ เห็นว่ากิจกรรมมีความสนุกสนาน ไม่น่าเบื่อ และช่วยให้เข้าใจบทสนทนาได้ง่ายขึ้นจากการใช้สื่อภาพประกอบ











พื้นที่นวัตกรรมฯ สพป.อบ. 1
เข้าสู่ระบบ
ข้อมูลโรงเรียน
การร่วมกิจกรรม
แลกเปลี่ยนเรียนรู้
ความเคลื่อนไหว
นวัตกรรม
หน้าแรก




.