“ 7-11 ประโยค 3 ส่วน : เรียนรู้ผ่านกิจกรรม Coaching ”
โรงเรียนอุบลวิทยาคม
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
1. ชื่อนวัตกรรมการเรียนรู้ “ 7-11 ประโยค 3 ส่วน : เรียนรู้ผ่านกิจกรรม Coaching ” 2.ผู้จัดทำนวัตกรรม นางสาวนรินทร นันตะนะ 3. ระยะเวลาดำเนินการ เริ่มวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2569 4. หลักการและเหตุผล ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาที่ต้องสร้าง/ พัฒนานวัตกรรม การจัดการเรียนรู้ในระดับประถมศึกษา มุ่งพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนตามหลักสูตรฐานสมรรถนะ พ.ศ. 2569 เน้นให้ผู้เรียนอ่านออกเขียนได้ เสริมสร้างทักษะการอ่านทำให้ผู้เรียนสามารถ อ่านหนังสือได้คล่องและเข้าใจความหมายมากขึ้น พัฒนาทักษะการ จับใจความสำคัญ สรุปเรื่องราว และวิเคราะห์ข้อมูล รู้จักแต่งประโยค ทักษะด้านการเขียนช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนสามารถเขียนข้อความอย่างถูกต้องตามหลักภาษาไทย ฝึกการเรียบเรียงความคิดเป็นลำดับ และถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือได้อย่างชัดเจน ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ กิจกรรม “ 7-11 ประโยค 3 ส่วน : เรียนรู้ผ่านกิจกรรม Coaching ” ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนรู้จักแต่งประโยค สามารถแยกคำในประโยคได้ว่าคำไหนเป็นประธาน คำไหนเป็นคำกริยา คำไหนเป็นกรรม และสามารถทำให้ส่วนประกอบของประโยคสมบูรณ์ ด้านการสื่อสารเป็นหลักในการเพิ่มความมั่นใจในการสื่อสาร เมื่อผู้เรียนอ่านออกและเขียนได้ดี จะมีความมั่นใจในการแสดงออกทางภาษา ทั้งการพูด การอ่านหน้าชั้นเรียน และการเขียนแสดงความคิด วางรากฐานสู่การเรียนรู้ในระดับสูงขึ้น ในทักษะการอ่านและเขียนเป็นพื้นฐานของทุกวิชา เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสังคมศึกษา ถ้าผู้เรียนที่มีทักษะพื้นฐานดีจะสามารถเรียนรู้เนื้อหาที่ยากขึ้นในระดับชั้นต่อไปได้ง่ายขึ้น และส่งเสริมวินัยและความรับผิดชอบการอ่านและการเขียนเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ มีวินัยในการฝึกฝน และความรับผิดชอบในการเรียนรู้ของตนเอง การบูรณาการในรูปแบบการจัดการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม Coaching จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถอ่านออก เขียนได้ รู้จักคิดวิเคราะห์ และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองผ่านกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับทักษะความรู้ทางภาษาไทยในการแต่งประโยค 5. วัตถุประสงค์ของนวัตกรรม 1.เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนผ่านกิจกรรมแบบ Coaching ที่เน้นผู้สอน นำชุดทักษะการโค้ช (COACHING SKILLS) และกระบวนการโค้ช (COACHING PROCESS) ในแบบที่ถูกต้องมาบูรณาการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสอน ช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในสิ่งที่เรียนมากขึ้น โดยใช้กระบวนการ ตั้งคำถาม การระดมความคิด และให้ผู้เรียนหาวิธีการในการหาคำตอบด้วยตนเองในแบบของแต่ละคน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ของผู้เรียน 2.เพื่อส่งเสริมสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนตามหลักสูตรฐานสมรรถนะ พ.ศ. 2569 ได้แก่สมรรถนะ ด้านการอ่านออกเขียนได้ ด้านการสื่อสาร การเรียนรู้และนวัตกรรม 3.เพื่อเสริมสร้างทักษะการคิดวิเคราะห์ให้ผู้เรียน และการแก้ปัญหาผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบ “Coaching” 6. กลุ่มเป้าหมาย/ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2569 จำนวน 163 คน 7. หลักการ แนวคิด ทฤษฎีพื้นฐานที่ใช้ในการพัฒนานวัตกรรมแนวคิด ทฤษฎี (ย่อ) 1. ทฤษฎีพัฒนาการทางปัญญาของ Piaget (Jean Piaget) นักเรียนชั้น ป.3 อยู่ในช่วงพัฒนาการ ขั้นปฏิบัติการรูปธรรม (Concrete Operational Stage) (อายุประมาณ 7–11 ปี) เด็กจะเริ่มมีความสามารถในการใช้เหตุผลแบบมีเหตุผล (logical thinking) แต่ยังต้องอาศัยสิ่งที่เป็นรูปธรรมมาช่วยในการคิดในการอ่านออกเขียนได้ ควรใช้สื่อที่จับต้องได้ ภาพประกอบ นิทาน หรือกิจกรรมที่มีการลงมือปฏิบัติจริง เพื่อช่วยให้เด็กเข้าใจเรื่องราวและหลักภาษาได้ดีขึ้น 2. ทฤษฎีพัฒนาการทางสังคมของ Vygotsky (Lev Vygotsky) เน้นเรื่องเขตพัฒนาการใกล้เคียง (Zone of Proximal Development – ZPD) ซึ่งหมายถึง สิ่งที่เด็กยังทำเองไม่ได้แต่สามารถทำได้เมื่อมีผู้ช่วย เช่น ครูหรือเพื่อนการอ่านและเขียนควรมีการสอนแบบมีการชี้แนะ (scaffolding) โดยครูค่อย ๆ ถอนตัวเมื่อเด็กสามารถทำได้ด้วยตนเอง สนับสนุนการเรียนรู้แบบกลุ่มหรือเป็นคู่เพื่อให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความคิด ฝึกพูดและเขียนร่วมกัน 3. ทฤษฎีการเรียนรู้โดยการสร้างความรู้ด้วยตนเอง (Constructivism) - เด็กควรมีบทบาทเป็นผู้เรียนรู้ด้วยตนเอง ผ่านการ ค้นคว้า ตั้งคำถาม ทดลองอ่านและเขียน ในเรื่อง - ที่สนใจส่งเสริมการเขียนจากประสบการณ์ของตน เช่น เขียนบันทึกประจำวัน เขียนเรื่องราวจากสิ่งที่ -พบเจอ การอ่านที่ดีควรเชื่อมโยงกับชีวิตจริง ไม่ใช่แค่อ่านออกเฉย ๆ แต่เข้าใจและคิดวิเคราะห์ได้ 8. แนวทางการส่งเสริมให้นักเรียนคิดแก้ปัญหา/รูปแบบของกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง ฝึกการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ และนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย ดังนี้ 1.Active Learning (การเรียนรู้เชิงรุก) เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นให้นักเรียนมีบทบาทสำคัญในกระบวนการเรียนรู้ ครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก คอยกระตุ้น ชี้แนะ และตั้งคำถาม เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนคิดและลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น การทำงานกลุ่ม การอภิปราย การตั้งคำถาม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการระดมสมอง การเรียนรู้รูปแบบนี้ช่วยให้นักเรียนฝึกทักษะการคิดแก้ปัญหา การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล ส่งผลให้นักเรียนเกิดความเข้าใจเนื้อหาอย่างลึกซึ้ง สามารถเชื่อมโยงความรู้กับสถานการณ์จริง และนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสม 2.Project-Based Learning (การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน) เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ให้นักเรียนพัฒนาองค์ความรู้ผ่านการทำโครงงานหรือชิ้นงาน โดยเริ่มจากปัญหา คำถาม หรือภาระงานที่ท้าทายความคิด นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้า วางแผน ลงมือปฏิบัติ และนำเสนอผลงานด้วยตนเอง ตัวอย่างเช่น การทำผลงานหรือใบงานจากการแยกส่วนประกอบของประโยคออกเป็น 3 ส่วนอย่างถูกต้อง นักเรียนจะได้ฝึกวิเคราะห์โครงสร้างภาษา วางแผนการทำงาน ทดลอง แก้ไขข้อผิดพลาด และสรุปองค์ความรู้ด้วยตนเอง กระบวนการดังกล่าวช่วยส่งเสริมทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน ความรับผิดชอบ ความอดทน และความภาคภูมิใจในผลงานของตนเอง 3.Integrated Learning (การเรียนรู้แบบบูรณาการ) เป็นการจัดการเรียนรู้ที่บูรณาการความรู้จากหลายกลุ่มสาระเข้าด้วยกัน เพื่อให้นักเรียนเห็นความเชื่อมโยงของเนื้อหาและสามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างเป็นองค์รวม เช่น การบูรณาการกลุ่มสาระภาษาไทย ศิลปะ สังคมศึกษา และคณิตศาสตร์ การเรียนรู้รูปแบบนี้ช่วยให้นักเรียนคิดแก้ปัญหาโดยใช้ความรู้หลากหลายด้านร่วมกัน ไม่ยึดติดกับเนื้อหาเพียงรายวิชาเดียว นักเรียนจะได้พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การเชื่อมโยงความรู้ การสร้างสรรค์ผลงาน และการทำงานเป็นทีม ส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีความหมาย และพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้านทั้งด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 9. การออกแบบกระบวนการเรียนรู้ (4 ขั้นตอน) ขั้นตอนที่ 1 : จุดประกายความสนใจ (Hook / Expiore) เป้าหมาย : กระตุ้นเกิดความสนใจ เชื่อมโยงกับความรู้เดิม กิจกรรม : ชมคลิปวิดิโอเกี่ยวกับการแต่งประโยค 3 ส่วน ให้ผู้เรียนได้เห็นภาพและเกิดความรู้ความจำเร็วมากยิ่งขึ้น - พูดคุย ถาม-ตอบ นักเรียนรู้จักประโยค 3 ส่วนไหม? - ประโยค 3 ส่วนมีส่วนประกอบอะไรบ้าง? - เกริ่นเนื้อหาเรื่องประโยค 3 ส่วน เช่น ประโยค 3 ส่วน มีส่วนประกอบ 3 ส่วน ได้แก่ ประธาน กริยา กรรม และบอกความหมายของแต่ละส่วนให้กระชับเข้าใจง่าย ขั้นตอนที่ 2 : การสำรวจและค้นคว้า (Investigate / Learn) เป้าหมาย : นักเรียนศึกษาความรู้จากแหล่งการเรียนรู้หลากหลาย กิจกรรม : จัดกลุ่มให้นักเรียนแบ่งนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่ม เพื่อให้แต่ละกลุ่มช่วยกันเลือกคำศัพท์มาแต่งประโยค 3 ส่วนให้ถูกต้องสมบูรณ์ ขั้นตอนที่ 3 : การลงมือปฏิบัติ (Create / Develop) เป้าหมาย : นักเรียนสร้างชิ้นงาน สื่อ หรือการทำใบงานด้วยตนเอง กิจกรรม : .ให้นักเรียนจับคู่ทำใบงานเรื่องส่วนประกอบของประโยค 3 ส่วน - ทำใบงานเรื่องประโยค 3 ส่วน - วาดภาพประกอบให้เข้ากับประโยคที่ได้รับ ขั้นตอนที่ 4 : ประเมินผลและต่อยอด (Assess / Extend) เป้าหมาย : ผลสัมฤทธิ์ทั้งความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะ กิจกรรม : ครูประเมินตาม Rubrics (การสื่อสาร ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกัน ฯลฯ) - นักเรียนประเมินตนเองและกลุ่ม - สรุปบทเรียนจากใบงานที่นักเรียนได้ร่วมทำกิจกรรม 10. โครงสร้างและองค์ประกอบสื่อการเรียนรู้ของนวัตกรรม 1. บทนำ ได้แก่ - ชื่อเรื่อง/หน่วยการเรียนรู้ - จุดประสงค์การเรียนรู้ - สมรรถนะที่มุ่งพัฒนา - แนวคิดหลัก/บริบทของนวัตกรรม 2. เนื้อหาหลัก - ความหมายของประโยค - ส่วนประกอบของประโยค - การแต่งประโยคให้สมบูรณ์ ถูกต้อง แต่ละหัวข้อเนื้อหามีคำอธิบาย /ข้อมูลพื้นฐาน /ภาพประกอบ /วิดีโอ QR code/กิจกรรมฝึกคิดหรือฝึกทักษะ 3. กิจกรรมการเรียนรู้ เน้น Active Learning เช่น - เกมการเรียนรู้(เกมสุ่มคำศัพท์ไปเติมในประโยค 3 ส่วนให้ถูกต้องสมบูรณ์) - ใบงานเดียว (วาดประกอบให้เข้ากับประโยคที่ได้รับ) - ใบงานคู่ (ให้นักเรียนช่วยกันแยกส่วนประกอบของประโยค 3 ส่วนให้ถูกต้อง) แบบฝึกทักษะ 4. แบบประเมิน ประกอบด้วย - แบบประเมินก่อนเรียน/หลังเรียน - แบบประเมินสมรรถนะ - แบบประเมินชิ้นงาน 5. สื่อเสริมประกอบ - วิดีโอ/คลิปเกี่ยวกับเรื่องประโยค (OR code สแกนดูได้) - การ์ดคำศัพท์เกี่ยวกับส่วนประกอบของประโยค 6. ภาคผนวก/แหล่งอ้างอิง - หนังสือ/แหล่งข้อมูลอ้างอิง - ตัวอย่างผลงานนักเรียน 11. ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนได้รับการพัฒนาการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Coaching อย่างเป็นระบบ นักเรียนได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมที่ผู้สอนทำหน้าที่เป็น Coach โดยนำชุดทักษะการโค้ช (Coaching Skills) และกระบวนการโค้ช (Coaching Process) มาบูรณาการเข้ากับการจัดการเรียนการสอนอย่างถูกต้องและเหมาะสม ผู้สอนจะใช้กระบวนการตั้งคำถามเชิงกระตุ้นความคิด การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความคิดเห็น การระดมความคิดร่วมกัน และการชี้แนะในลักษณะส่งเสริมการเรียนรู้ มากกว่าการบอกคำตอบโดยตรง ส่งผลให้นักเรียนได้ฝึกคิด ค้นคว้า วิเคราะห์ และหาวิธีการแก้ปัญหาด้วยตนเองตามศักยภาพและความแตกต่างระหว่างบุคคล ทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจในเนื้อหาอย่างลึกซึ้ง สามารถเชื่อมโยงความรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริง และนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ 2. ผู้เรียนมีสมรรถนะตามหลักสูตรฐานสมรรถนะ พ.ศ. 2569 ผู้เรียนได้รับการพัฒนาสมรรถนะสำคัญตามหลักสูตรฐานสมรรถนะ พ.ศ. 2569 อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ • สมรรถนะด้านการอ่านออกเขียนได้ ผู้เรียนสามารถอ่าน วิเคราะห์ และถ่ายทอดความคิดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม • สมรรถนะด้านการสื่อสาร ผู้เรียนสามารถสื่อสารความคิด ความรู้สึก และความคิดเห็นของตนเองได้อย่างมั่นใจ มีเหตุผล และเคารพความคิดเห็นของผู้อื่น • สมรรถนะด้านการเรียนรู้และนวัตกรรม ผู้เรียนมีทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง กล้าคิด กล้าลอง มีความคิดสร้างสรรค์ และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมและโลกยุคใหม่ได้ 3. ผู้เรียนมีทักษะการคิดวิเคราะห์ การทำงานเป็นกลุ่ม และการแก้ปัญหา ผู้เรียนได้รับการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์จากการตั้งคำถาม การพิจารณาข้อมูล และการไตร่ตรองแนวทางแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบ “Coaching” นอกจากนี้ ผู้เรียนยังได้ฝึกการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม รู้จักการแบ่งหน้าที่ การรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการตัดสินใจร่วมกันอย่างมีเหตุผล ส่งผลให้ผู้เรียนสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวม และสามารถนำทักษะเหล่านี้ไปใช้ในการเรียนรู้และการดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พื้นที่นวัตกรรมฯ สพป.อบ. 1
เข้าสู่ระบบ
ข้อมูลโรงเรียน
การร่วมกิจกรรม
แลกเปลี่ยนเรียนรู้
ความเคลื่อนไหว
นวัตกรรม
หน้าแรก
หน้าแรก
โรงเรียน
แลกเปลี่ยน
ข่าวสาร
นวัตกรรม
กิจกรรม
.