การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงแบบ โฟนิกส์ (Phonics) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
โรงเรียนอุบลวิทยาคม
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569






1. ชื่อนวัตกรรม การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงแบบ โฟนิกส์ (Phonics) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2. ผู้จัดทำ นางสาวปวีณา โสพัฒน์ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนอุบลวิทยาคม 3. ระยะเวลาดำเนินการพัฒนานวัตกรรม 16 พ.ค. 68 – 28 ก.พ. 69 4. ที่มาและความสำคัญ การเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับประถมศึกษามุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถสื่อสารเบื้องต้นได้ โดยเฉพาะทักษะการฟังและการพูด ซึ่งพื้นฐานสำคัญคือ “ทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์” อย่างถูกต้องตามหลักการออกเสียงภาษาอังกฤษ อย่างไรก็ตาม จากการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่านักเรียนส่วนใหญ่ยังอ่านออกเสียงคำศัพท์ไม่ได้ถูกต้อง ขาดความเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างตัวอักษรกับเสียง (letter–sound relationship) ส่งผลให้การสะกดคำและการอ่านเป็นประโยคมีข้อจำกัด แนวทางการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics) ซึ่งเป็นวิธีการสอนอ่านที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่าง “ตัวอักษร” และ “เสียง” ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ เช่น ในระบบการศึกษาของ United Kingdom และ United States ว่าเป็นแนวทางที่ช่วยพัฒนาทักษะการอ่านในระยะเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น ผู้จัดทำจึงได้พัฒนาชุดแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงแบบโฟนิกส์ (Phonics) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เพื่อแก้ไขปัญหาการอ่านไม่ออกเสียงไม่ถูกต้อง และยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษอย่างเป็นระบบ 5. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาชุดแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษแบบโฟนิกส์ (Phonics) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2. เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนให้ถูกต้องตามหลักโฟนิกส์ 3. เพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียน 4. เพื่อสร้างความมั่นใจและเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ 6. กลุ่มเป้าหมาย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 98 คน 7. เครื่องมือที่ใช้ 1. ชุดแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงแบบโฟนิกส์ (Phonics) เสียงพยัญชนะต้น (Initial consonant sounds) สระเสียงสั้น (short vowels) 2. แบบทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) 3. แบบประเมินทักษะการอ่านออกเสียงรายบุคคล 4. แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ 5. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน 8. กระบวนการพัฒนานวัตกรรม การพัฒนานวัตกรรมชุดแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษตามแนวทางโฟนิกส์ ได้ดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาปัญหาและวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของผู้เรียน โดยพิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการอ่านออกเสียงของนักเรียนเป็นรายบุคคล ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงระดับความสามารถที่แตกต่างกัน รวมทั้งปัญหาการออกเสียงไม่ถูกต้อง การผสมเสียงไม่ได้ และการขาดความมั่นใจในการอ่าน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดแนวทางพัฒนาให้ตรงจุด 2. ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน และเอกสารที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งวิเคราะห์ตัวชี้วัดและมาตรฐานการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ เพื่อให้การออกแบบนวัตกรรมสอดคล้องกับเป้าหมายการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียนตามเกณฑ์ที่กำหนด การวิเคราะห์ดังกล่าวช่วยให้เนื้อหาและกิจกรรมมีความเหมาะสมกับระดับชั้น และเชื่อมโยงกับผลลัพธ์การเรียนรู้ที่คาดหวังอย่างชัดเจน 3.ออกแบบและจัดทำชุดแบบฝึกโดยเรียงลำดับเนื้อหาจากง่ายไปยาก เริ่มจากการเรียนรู้เสียงพยัญชนะและสระพื้นฐาน การผสมเสียงเป็นคำ ตลอดจนการอ่านคำศัพท์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น ภายในชุดแบบฝึกประกอบด้วยกิจกรรมฝึกอ่าน ฝึกสะกดคำ และเกมการเรียนรู้ที่ช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน ทำให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างสนุกสนานและมีความหมาย 4. ดำเนินการทดลองใช้ (Try-out) กับนักเรียนกลุ่มเล็ก เพื่อตรวจสอบความเหมาะสมของเนื้อหา ระดับความยากง่าย และความชัดเจนของคำสั่ง รวมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะจากผู้เรียนและผู้สอน เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไขให้ชุดแบบฝึกมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 5. ปรับปรุงแก้ไขข้อมูลตามข้อเสนอแนะและจัดทำชุดแบบฝึกฉบับสมบูรณ์ที่ผ่านการพัฒนาอย่างเป็นระบบ พร้อมนำไปใช้จริงในการจัดการเรียนการสอน 9. แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษของผู้เรียนระดับประถมศึกษาในครั้งนี้ ได้อาศัยกรอบแนวคิดทางทฤษฎีการเรียนรู้และพัฒนาการที่สำคัญหลายประการ เพื่อให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีความสอดคล้องกับธรรมชาติของผู้เรียนและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้ 1. ทฤษฎีการเรียนรู้แบบพฤติกรรมนิยมของ B. F. Skinner อธิบายว่าการเรียนรู้เกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้า (stimulus) และพฤติกรรมจะคงอยู่หรือเปลี่ยนแปลงไปตามผลของการเสริมแรง (reinforcement) หากผู้เรียนได้รับการเสริมแรงทางบวก เช่น คำชมเชย คะแนน หรือรางวัล เมื่อแสดงพฤติกรรมที่ถูกต้อง พฤติกรรมนั้นจะมีแนวโน้มเกิดซ้ำและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ในบริบทของการสอนอ่านแบบโฟนิกส์ การฝึกออกเสียงซ้ำ ๆ อย่างเป็นระบบ การให้ผู้เรียนอ่านตามครูทีละเสียง และการเสริมแรงทันทีเมื่อออกเสียงถูกต้อง ล้วนสอดคล้องกับหลักการของ Skinner ที่เน้นการฝึกซ้ำ (drill and practice) และการเสริมแรงเชิงบวก เพื่อสร้างความแม่นยำและความชำนาญในการออกเสียง การจัดกิจกรรมที่มีขั้นตอนชัดเจนและให้ผลย้อนกลับทันที จึงช่วยให้ผู้เรียนค่อย ๆ สร้างพฤติกรรมการอ่านที่ถูกต้องและมั่นคง 2. ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของ Jean Piaget ชี้ให้เห็นว่าเด็กวัยประถมศึกษาอยู่ในขั้นปฏิบัติการรูปธรรม (Concrete Operational Stage) ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ผู้เรียนสามารถคิดอย่างมีเหตุผลเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นรูปธรรม มองเห็นและจับต้องได้ แต่ยังต้องการสื่อหรือประสบการณ์ตรงเพื่อช่วยในการทำความเข้าใจ แนวคิดนี้มีความสำคัญต่อการออกแบบกิจกรรมการสอนอ่าน เพราะการใช้บัตรคำ ภาพประกอบ เกมจับคู่เสียงกับตัวอักษร หรือกิจกรรมที่ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริง จะช่วยให้ผู้เรียนเชื่อมโยงเสียงกับสัญลักษณ์ตัวอักษรได้ชัดเจนยิ่งขึ้น การจัดการเรียนรู้ที่เน้นสิ่งที่เป็นรูปธรรม สังเกตได้ และทดลองได้ด้วยตนเอง จึงสอดคล้องกับพัฒนาการทางสติปัญญาของผู้เรียนในช่วงวัยนี้ 3. แนวคิดโฟนิกส์ (Phonics Approach) เป็นแนวทางการสอนอ่านที่เน้นความสัมพันธ์ระหว่างตัวอักษร (letters) กับเสียง (sounds) โดยให้ผู้เรียนเข้าใจว่าตัวอักษรแต่ละตัวหรือกลุ่มตัวอักษรแทนเสียงใด และสามารถนำเสียงเหล่านั้นมาผสม (blending) เพื่ออ่านออกเป็นคำได้อย่างถูกต้อง หลักการสำคัญของโฟนิกส์คือการสอนอย่างเป็นลำดับขั้น เริ่มจากเสียงพื้นฐาน ไปสู่การผสมเสียง และพัฒนาไปสู่การอ่านคำและประโยค การเรียนรู้ลักษณะนี้ช่วยให้ผู้เรียนสามารถถอดรหัสคำ (decoding) ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องอาศัยการท่องจำเพียงอย่างเดียว ส่งผลให้เกิดความมั่นใจและสามารถอ่านคำใหม่ ๆ ได้อย่างอิสระ แนวคิดโฟนิกส์จึงเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงอย่างเป็นระบบ 4. แนวคิด Active Learning ยังเป็นอีกกรอบแนวคิดที่สำคัญ โดยเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้อย่างกระตือรือร้น ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง การคิด วิเคราะห์ ทดลอง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แทนการรับฟังเพียงอย่างเดียว ในการสอนโฟนิกส์ ผู้เรียนไม่ได้เป็นเพียงผู้ฟังเสียงจากครู แต่ได้ฝึกออกเสียงเอง เล่นเกมการเรียนรู้ ทำกิจกรรมกลุ่ม ฝึกอ่านรายบุคคล และสะท้อนผลการเรียนรู้ของตนเอง กระบวนการดังกล่าวช่วยกระตุ้นการมีส่วนร่วม เพิ่มแรงจูงใจ และทำให้การเรียนรู้มีความหมายมากยิ่งขึ้น การบูรณาการทฤษฎีการเรียนรู้แบบพฤติกรรมนิยมของ B.F. Skinner ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของ Jean Piaget แนวคิดโฟนิกส์ และแนวคิด Active Learning เข้าด้วยกัน ทำให้การจัดการเรียนการสอนมีทั้งความเป็นระบบ สอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียน และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษเกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืนในระยะยาว 10. กระบวนการนำนวัตกรรมไปใช้ การดำเนินการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษโดยใช้กระบวนการสอนแบบโฟนิกส์ เริ่มต้นจากการทดสอบก่อนเรียน เพื่อประเมินพื้นฐานความรู้และทักษะการอ่านของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ข้อมูลที่ได้จากการประเมินครั้งแรกนี้ช่วยให้ครูทราบระดับความสามารถ จุดแข็ง และจุดที่ต้องพัฒนา อันเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการวางแผนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียน จากนั้นได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง สัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง โดยเน้นการฝึกทักษะอย่างเป็นลำดับขั้น เริ่มจากการให้ผู้เรียนฟังเสียงที่ถูกต้องและออกเสียงตาม เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับเสียงพยัญชนะและสระภาษาอังกฤษ ต่อด้วยการฝึกผสมเสียงเป็นคำ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างตัวอักษรและเสียงอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมเกมจับคู่เสียง เพื่อกระตุ้นความสนใจและสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่สนุกสนาน ลดความกังวลในการอ่านออกเสียง พร้อมทั้งจัดกิจกรรมอ่านคำเป็นกลุ่ม เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจและฝึกการทำงานร่วมกัน ก่อนจะพัฒนาไปสู่การฝึกอ่านรายบุคคล ซึ่งช่วยให้ครูสามารถสังเกตและให้คำแนะนำเฉพาะบุคคลได้อย่างใกล้ชิด เมื่อสิ้นสุดกระบวนการเรียนรู้ ได้ดำเนินการทดสอบหลังเรียน เพื่อนำผลมาเปรียบเทียบกับคะแนนก่อนเรียนอย่างเป็นระบบ จากนั้นจึงวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและสะท้อนผลการดำเนินงาน ทั้งในด้านความก้าวหน้าของผู้เรียนและแนวทางการปรับปรุงการสอนในครั้งต่อไป กระบวนการดังกล่าวช่วยให้การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงเป็นไปอย่างมีทิศทาง ชัดเจน และเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม 11.ผลที่เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมาย 1. นักเรียนร้อยละ 80 มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนร้อยละ 80 อ่านออกเสียงคำศัพท์ตามหลักโฟนิกส์ได้ถูกต้อง 3. นักเรียนมีความมั่นใจในการอ่านออกเสียงเพิ่มขึ้น 4. นักเรียนมีความกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น 5. นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ 12. บทเรียนที่ได้รับ จากการดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ทำให้ได้รับบทเรียนสำคัญหลายประการที่สามารถนำไปต่อยอดและพัฒนาการจัดการเรียนการสอนในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1. การสอนโฟนิกส์จำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ เริ่มจากการวางพื้นฐานเสียงตัวอักษรอย่างถูกต้อง แล้วจึงพัฒนาไปสู่การผสมเสียงและการอ่านคำอย่างเป็นลำดับขั้น หากขาดความต่อเนื่อง ผู้เรียนจะเกิดความสับสนและไม่สามารถเชื่อมโยงความรู้ได้อย่างมั่นคง ดังนั้น การจัดแผนการสอนที่มีลำดับขั้นชัดเจนและมีการทบทวนสม่ำเสมอจึงเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ 2. การนำเกมและกิจกรรมที่หลากหลายมาใช้ในการเรียนการสอน ช่วยลดความกังวลและความกลัวในการอ่านออกเสียงของผู้เรียนได้อย่างเห็นผล ผู้เรียนมีความกล้าแสดงออกมากขึ้น บรรยากาศในชั้นเรียนเป็นไปอย่างสนุกสนาน ส่งผลให้การเรียนรู้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติและยั่งยืน 3. การประเมินผลรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ครูมองเห็นพัฒนาการของผู้เรียนแต่ละคนได้อย่างชัดเจน สามารถวิเคราะห์จุดเด่น จุดที่ต้องพัฒนา และวางแผนเสริมทักษะได้ตรงตามความต้องการของผู้เรียน ซึ่งช่วยลดปัญหาการอ่านไม่ออกและสร้างความก้าวหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม 4. ความร่วมมือจากผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อความก้าวหน้าของผู้เรียน การสนับสนุนให้เด็กฝึกอ่านที่บ้านอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งให้กำลังใจและติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้ผู้เรียนมีความมั่นใจและพัฒนาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ครูผู้สอนจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในหลักสัทศาสตร์ภาษาอังกฤษอย่างถูกต้อง เพื่อถ่ายทอดการออกเสียงที่แม่นยำ และสามารถอธิบายความแตกต่างของเสียงต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน ความเข้าใจเชิงลึกของครูจึงเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน บทเรียนที่ได้รับจากการดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความสำเร็จของการสอนโฟนิกส์มิได้เกิดจากวิธีการใดวิธีการหนึ่งเพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากความต่อเนื่อง ความเข้าใจที่ถูกต้อง การจัดกิจกรรมที่เหมาะสม และความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจังและต่อเนื่อง 13.เงื่อนไขความสำเร็จ ความสำเร็จของการพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้ชุดแบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงแบบโฟนิกส์ (Phonics) ขึ้นอยู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ด้านนักเรียน ความสำเร็จเกิดจากการที่ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้อย่างสม่ำเสมอ มีความตั้งใจและกล้าแสดงออกในการอ่านออกเสียงหน้าชั้นเรียน พร้อมทั้งฝึกฝนซ้ำอย่างต่อเนื่องทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน การฝึกซ้ำอย่างเป็นลำดับขั้นจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความชำนาญและเกิดความมั่นใจในการใช้ภาษา ด้านครู ผู้สอนจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในหลักการสอนแบบโฟนิกส์อย่างถูกต้อง สามารถออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย เหมาะสมกับวัย และสอดคล้องกับพัฒนาการของผู้เรียน อีกทั้งต้องมีการติดตามและประเมินผลเป็นรายบุคคลอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับปรุงการสอนให้ตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้านผู้บริหารสถานศึกษา การสนับสนุนเชิงนโยบาย งบประมาณ และสื่อการเรียนรู้ที่เพียงพอ เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการดำเนินงาน นอกจากนี้ การนิเทศ กำกับ ติดตาม และส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครูอย่างต่อเนื่อง จะช่วยเสริมสร้างขวัญกำลังใจและยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนการสอนอย่างยั่งยืน ด้านผู้ปกครอง ความร่วมมือในการสนับสนุนการฝึกอ่านที่บ้าน การให้กำลังใจ และการติดตามพัฒนาการของบุตรหลานอย่างต่อเนื่อง มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างทักษะการอ่านให้เกิดความมั่นคงและต่อเนื่องนอกเวลาเรียน











พื้นที่นวัตกรรมฯ สพป.อบ. 1
เข้าสู่ระบบ
ข้อมูลโรงเรียน
การร่วมกิจกรรม
แลกเปลี่ยนเรียนรู้
ความเคลื่อนไหว
นวัตกรรม
หน้าแรก




.